เปาลินโญ่ ไปยาคาน หัวหน้าเผ่าชนพื้นเมืองในป่าแอมะซอน และนักเคลื่อนไหวคนสำคัญเพื่อปกป้องป่าฝนแห่งนี้จากการตัดไม้ เสียชีวิตแล้ว หลังติดเชื้อโควิด-19

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า เปาลินโญ่ ไปยาคาน หัวหน้าเผ่าพื้นเมือง ‘คายาโป’ และเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องป่าฝนแอมะซอน ในประเทศบราซิล เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล หลังจากเขาติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะมีอายุ 66 ปี

ตามการเปิดเผยของกระทรวงสาธารณสุขบราซิล นายไปยาคานเสียชีวิตในวันพุธที่ 17 มิ.ย. 2563 ที่โรงพยาบาลในเมืองเรเดนเซา ทางใต้ของรัฐปารา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดในหมู่ชุมชนชาวพื้นเมือง และทำให้ผู้อาวุโสของชนเผ่าหลายคนต้องเสียชีวิต

กระทรวงสาธารณสุขระบุด้วยว่า พวกเขาติดตามสถานการณ์ของนายไปยาคานอย่างใกล้ชิดมาตลอด หลังจากเขาได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และต้องเข้าโรงพยาบาล ก่อนจะถูกส่งเข้ารักษาในห้องไอซียูเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา และต้องสอดท่อช่วยหายใจในวันที่ 9 มิ.ย.

อนึ่ง นายไปยาคานเริ่มเป็นที่รู้จักหลังจากออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่องค่าก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานน้ำ ‘เบโล บอนเต’ ที่แม่น้ำซินกู ในป่าแอมะซอน ในช่วง ค.ศ.1980 โดยองค์กรสนับสนุนชนพื้นเมืองแห่งบราซิล (APIB) ออกแถลงการณ์ยกย่องนายไปยาคาน ว่าเป็นคนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่า เป็นผู้สนับสนุนการอนุรักษ์ป่าแอมะซอนและชนเผ่าในป่าแห่งนี้อย่างใหญ่หลวง และ “เป็นแรงบันดาลใจในการต่อสู้เพื่อพวกเราทุกคน”

ทั้งนี้ บราซิลเป็นประเทศที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 รุนแรงเป็นอันดับ 2 ของโลก ณ เวลานี้ มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 9.5 แสนราย และเสียชีวิตมากกว่า 4 หมื่นศพ แต่ที่หลายฝ่ายกังวลคือชนพื้นเมือง ซึ่งไม่ได้รับภูมิคุ้มกันโรคเหมือนคนทั่วไป กำลังเสียชีวิตเพราะไวรัสมรณะชนิดนี้ในอัตราที่น่าตกใจ

...

APIB ระบุว่า จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม ตัวเลขอย่างเป็นทางการระบุว่า มีชนพื้นเมืองติดเชื้อ 980 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตอย่างน้อย 125 ศพ ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วน 12.6% สูงกว่าอัตราการเสียชีวิตทั่วประเทศเกือบเท่าตัว

ขณะเดียวกัน การระบาดของโควิด-19 ก็ไม่ได้ทำให้การตัดไม้ทำลายป่าในป่าแอมะซอนลดลงเลย โดยในเดือนเมษายนปีนี้ การตัดไม้ในป่าแอมะซอนเพิ่มขึ้นเกือบ 64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว พื้นที่ป่าฝนแห่งนี้ถูกทำลายไปมากกว่า 405.6 ตร.กม. ใหญ่กว่ากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ กว่า 2 เท่า.