ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    สกู๊ปหน้า 1 : จลาจลสหรัฐฯเผาเมือง แผลลึกพลเมืองชั้นสอง (คลิป)

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์6 มิ.ย. 2563 05:03 น.
    SHARE

    เหตุการณ์การเสียชีวิตของ “ชาวผิวสี” ถูกบันทึกเป็นภาพคลิปวิดีโอในระหว่างการถูกควบคุมตัวจาก “ตำรวจผิวขาว” จับกุมจากข้อกล่าวหา “พยายามใช้ธนบัตรปลอมในร้านค้า” ที่ใช้เข่ากดทับลำคอลงกับพื้นถนนราว 8 นาที ในเมืองมินนีแอโปลิส รัฐมินเนโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา

    คลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชนรวดเร็ว จนกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” สร้างความโกรธแค้นให้กับคนผิวดำทั่วสหรัฐอเมริกา และคนผิวขาวบางคน ยอมรับไม่ได้กับการกระทำของการละเมิดสิทธิ์นี้

    ทำให้เป็นชนวนเหตุ “ลุกฮือประท้วงบานปลาย” ในบางพื้นที่มีการทำลายทรัพย์สินธุรกิจการค้าหลายแห่ง และมีเหตุการณ์ปล้นสะดม จนเกิดการใช้ความรุนแรง ในการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุม และตำรวจปราบจลาจล ตอบโต้ ด้วยการใช้แก๊สน้ำตา การยิงกระสุนยาง และใช้กระบองปราบปรามถึงขั้นเกิดการจลาจลขึ้น

    และ...เหตุการณ์ได้ขยายวงกว้างปะทุออกไปกว่า 75 เมือง ในจำนวนนี้ 40 เมือง ใน 16 รัฐ ต้องประกาศใช้ “เคอร์ฟิว” ยกระดับนำ “กองกำลังพิทักษ์ชาติ” เข้ามาเพื่อควบคุมสถานการณ์

    นับว่า...เป็นความรุนแรงที่สุดของสหรัฐฯในรอบหลายปีที่ผ่านมา...

    กระทั่งไม่นานมานี้ “สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน” แจ้งสรุป เนื้อหาได้ว่า ขณะนี้ได้มีการชุมนุมประท้วงในหลายเมืองในสหรัฐฯ ขอให้ชุมชนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการชุมนุมประท้วง โปรดติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานภาครัฐท้องถิ่น พร้อมทั้งใช้ความระมัดระวัง

    และหลีกเลี่ยงการเข้าไปใกล้พื้นที่ที่มีการชุมนุมประท้วง และพื้นที่เสี่ยงอื่นๆโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ หากได้รับความเดือดร้อน หรือทราบข่าวว่าคนไทยได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ดังกล่าว

    ขอให้แจ้งหน่วยงานภาครัฐในท้องที่ และแจ้งสถานเอกอัครราชทูตไทย ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 202-999-7690 หรืออีเมล protection@thaiembdc.org

    การชุมนุมประท้วงของชาวอเมริกันที่ลุกลามบานปลายกลายเป็นเหตุจลาจลวุ่นวายในหลายเมืองเวลานี้ ดร.กัลยา เจริญยิ่ง อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอง สถานการณ์ชุมนุมประท้วงทั่วสหรัฐฯนี้ว่า...

    จริงๆแล้ว...เรื่องการเลือกปฏิบัติ หรือการปฏิบัติต่อคนผิวสี ในการกระทำเกินกว่าเหตุของตำรวจ ถูกฝังรากในสหรัฐอเมริกามานานแล้ว แต่จุดเริ่มต้นการประท้วงครั้งนี้เกิดจาก “ชายผิวสี” ที่ถูกตำรวจใช้เข่ากดที่บริเวณลำคอนาน 8 นาที จนเสียชีวิต ในวันที่ 25 พ.ค.2563

    ก่อนหน้านี้เองก็เคยมีเหตุการณ์ “ตำรวจผิวขาว” กระทำความรุนแรงต่อ “คนผิวสี” เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง และมีคนถ่ายภาพเป็นคลิปวิดีโอ นำไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์เป็นระยะ อีกทั้งยังมีเหตุการณ์ของการแบ่งแยกสีผิวอื่นอีกมากมาย ที่ไม่ถูกนำเสนอออกสู่สาธารณชน ทำให้ในหลายเหตุการณ์นี้เกิดการสะสมจนปะทุระเบิดขึ้นก็ได้

    อีกเรื่องก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน...สถานการณ์โรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดอย่างหนักอยู่แต่ดูเหมือนท่าที “รัฐบาลกลาง” กลับไม่ค่อยสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นประกอบกับ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ถูกกล่าวหาว่า ลักษณะของพฤติกรรมค่อนข้างแบ่งแยกสีผิวด้วยซ้ำ...

    เมื่อเกิดการระบาดโรคโควิด-19 เช่นนี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงหนี้ไม่พ้น “คนผิวดำ” เพราะเป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างมีฐานะยากจน ที่เป็นช่องว่างระหว่าง “คนจน” และ “คนร่ำรวย” ทำให้คนผิวดำอาจไม่ได้รับความสนใจในการดูแลด้านสุขอนามัย หรือได้รับสิทธิการช่วยเหลือเท่าที่จะเป็น...

    ไม่แค่นั้น...ในการระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบให้กับ “คนตกงานมหาศาล” ส่วนใหญ่ก็เป็น “คนผิวดำ” หรือ “คนยากจน” ต้องประสบปัญหานี้ที่ต้องรับชะตากรรมตกงานครั้งนี้ ทั้งยังประจวบเหมาะกับยุคประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ได้เกิด “กลุ่มขวาจัด” หรือกลุ่มแบ่งแยกสีผิวรุนแรง ออกมาแสดงตัวตนชัดเจน

    ทั้งหมดนี้อาจเป็นปัญหาสะสมของ “คนผิวดำ” จนเกิดการปะทุระเบิดขึ้นมาก็เป็นไปได้...

    ฉะนั้นแล้ว...“คนผิวดำ” ไม่ได้รับการสนใจในการดูแล...แน่นอนว่าในการประท้วงครั้งนี้มี “การผสมโรง” ก่อเหตุทำลายทรัพย์สินธุรกิจการค้าเพื่อขโมยของกินหรือปล้นสะดมของมีค่าไปด้วย...

    สำหรับเหตุการณ์ความรุนแรง “แบ่งแยกสีผิวในสหรัฐฯ” จนนำสู่การ “เผาบ้าน เผาเมือง” ไม่ใช่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่มีเหตุการณ์ที่มักนำมาเปรียบเทียบกัน ในเรื่องการแบ่งแยกสีผิวในปี 1968 ที่มีมาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ ที่ได้เป็นสื่อกลางการต่อต้านการแบ่งแยกชนชั้นสีผิว ทำให้การต่อสู้เรียกร้องสิทธิคนผิวดำแข็งแรงยิ่งขึ้น

    ย้อนกลับมา...เหตุการณ์ประท้วงจลาจล ปี 2020 สาเหตุชนวนลุกลาม นำไปสู่ความรุนแรงเป็นวงกว้างนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับ...“ฝ่ายตำรวจ” ก็ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมด้วยเช่นกัน เพราะในบางครั้งผู้ชุมนุมเองมีการประท้วงกัน “อย่างสันติ” แต่กลับถูกฝ่ายตำรวจ “ยั่วยุ” ให้กลุ่มผู้ชุมนุมก่อเหตุปะทุรุนแรงจนเกิดจลาจลขึ้น

    เพื่อเป็นข้ออ้าง...ใช้ความรุนแรงจัดการผู้ชุมนุมด้วยการประกาศ “เคอร์ฟิว” ในการบังคับใช้แก้ปัญหายุติการประท้วงนี้ แต่ก็ไม่ได้ผลสำเร็จมากนัก กลับยิ่งเกิดประท้วงลุกลามบานปลายออกไป 70 เมือง ใน 16 รัฐ

    “เรื่องทางออกยุติการประท้วงของเหตุความรุนแรงนี้ คงต้องมีมาตร-การเปลี่ยนแปลงในเรื่องปัญหา “ยุติการแบ่งแยกสีผิว” และการดำเนินการ เกี่ยวกับการปฏิบัติของ “ตำรวจ” ที่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งในกลุ่มผู้ชุมนุม หรือไม่เลือกปฏิบัติกับคนผิวสีอีกต่อไป” ดร.กัลยาว่า

    ประเด็นประท้วงในช่วงการระบาด “โรคโควิด-19” ที่มีความเสี่ยงการระบาดมากขึ้นกว่าเดิมนี้ แม้ไม่มีการประท้วงเกิดขึ้น คนส่วนใหญ่ก็ไม่มี มาตรการเว้นระยะห่างกันอยู่แล้ว แถมยังออกมารวมกลุ่มกันปาร์ตี้ในวันหยุดด้วยซ้ำ เพราะมีคนกลุ่มหนึ่ง...“ออกมาเรียกร้องสิทธิ” กับ “รัฐบาล” ที่ไม่มี สิทธิจำกัดห้ามไม่ให้ออกนอกบ้าน

    ทำให้การระบาดของโรคนี้ยังคงเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน สะท้อนให้เห็น “สิทธิส่วนบุคคล” มีมากกว่า “การป้องกัน” จนไม่ค่อยสนใจกับ “ระบบสาธารณสุข” เท่าที่ควรมากนัก เพื่อต้องการเปิดประเทศให้เศรษฐกิจสามารถเดินต่อไปได้ เพราะมองว่า...“โรคโควิด-19” กำลังมาทำลายระบบ เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาอยู่ตอนนี้

    ปัญหาตามมา...คือ “สหรัฐอเมริกา” มียอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และเสียชีวิตสูงสุด ในอัตราการป่วยก็มักเป็นคนอเมริกันผิวดำ หรือคนจน เป็นผู้ติดโรคมากที่สุด และอัตราการเสียชีวิตของคนผิวดำก็มีมากเช่นกัน เพราะกลุ่มคนผิวดำส่วนใหญ่ทำงานที่มีโอกาสติดเชื้อได้มาก เช่น ทำงานในโรงงาน และพนักงานส่งของ

    พนักงานทำความสะอาด นับว่าเป็นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจจากการมีฐานะยากจน...

    เพราะระบบสุขภาพและระบบแรงงาน “คนผิวดำ” มักไม่มีประกันสุขภาพ ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่จำกัด ส่งผลให้เกิดการติดต่อของโรคได้ง่าย ที่เกิดจากนโยบายภาครัฐ ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตของคนจน

    ย้ำว่าประเด็น “ประท้วงในสหรัฐฯ”...คงยังไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย ถ้ามีผลก็อาจน้อยมาก เพราะการระบาดโควิด-19 ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกเดิมย่ำแย่อยู่แล้ว ยกเว้น “กลุ่มนักลงทุน และตลาดการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ” อาจมีผลต่อเรื่องความเชื่อมั่นของการลงทุน...

    ส่วนคนไทยในสหรัฐฯ หากอยู่เฉพาะที่พัก หลีกเลี่ยงไปพื้นที่ที่มีชุมนุม ก็ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นได้

    ทว่า...ถ้ามองย้อนกลับมาดู “ในประเทศไทย” ก็มีเรื่องถูกกล่าวหา...ในพฤติกรรมการแบ่งแยก “สีผิว” หรือ “กลุ่มชาติพันธุ์” อยู่เช่นกัน โดยเฉพาะการแบ่งแยกฐานะ “คนรวย” และ “คนจน” ออกจากกันชัดเจน สังเกตจาก “คนฐานชั้นกลาง” ก็พยายามทำตัวให้เป็น “คนรวย” ด้วยการแบ่งแยกเหยียดคนจนมากขึ้นซ้ำเติมกว่าเดิมอีกด้วย

    แต่การแบ่งแยกนี้ต่างจากในต่างประเทศสิ้นเชิง เพราะสหรัฐฯมีปัญหาแบ่งแยกสีผิวรุนแรงมานาน ที่มีการเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำมาตลอด ส่วน “ในไทย” คงไม่เลวร้ายขยายเป็นเหตุ “เผาบ้าน...เผาเมือง” เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วจากเรื่องการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องของความขัดแย้งนั้น แต่ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับการแบ่งแยกสีผิว...

    บทสรุปการก่อจลาจลในสหรัฐฯนี้เกิดขึ้นจาก “ตำรวจ” ปฏิบัติต่อ “คนผิวสี” หากเหตุการณ์จะ “ยุติได้ด้วยดี”...ตำรวจต้องมีส่วนร่วมลดความตึงเครียด ก่อนสถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งขึ้น...

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สกู๊ปหน้า 1ประท้วงคนผิวดำเหยียดผิวจอร์จ ฟลอยด์สหรัฐอเมริกาข่าวทั่วไป

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้