ข่าว
100 year

7 วันรอบโลก : ยังไม่แพ้เพราะพิษโควิด!

บวร โทศรีแก้ว24 พ.ค. 2563 05:02 น.
SHARE

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งสหรัฐฯ มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุดในโลกกว่า 1.6 ล้านราย และเกือบ 1 แสนรายตามลำดับ ทำให้ยุทธศาสตร์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ เจ้าของตำแหน่งแห่งพรรครีพับลิกัน วัย 73 ปี และอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ว่าที่ตัวแทนพรรคเดโมแครต วัย 77 ปี ซึ่งจะมีขึ้นใน 3 พ.ย.นี้ เปลี่ยนโฉมไปเกือบสิ้นเชิง

4 เดือนที่แล้วก่อนโควิด-19 แพร่ระบาด ทรัมป์มั่นใจว่าจะชนะไบเดน ซึ่งเขาเรียกเชิงดูหมิ่นว่า “โจขี้เซา” (Sleepy Joe) ผู้ไร้น้ำยาได้ไม่ยาก เพราะเขาทำให้จีดีพีสหรัฐฯเติบโต อัตราคนว่างงานลดลงมาก ซึ่งจากประวัติศาสตร์ ผู้นำที่ทำให้เศรษฐกิจดีมักไม่แพ้การเลือกตั้งสมัยที่ 2 โดยผู้นำสหรัฐฯล่าสุดที่แพ้การเลือกตั้งสมัยที่ 2 คือ จอร์จ บุช ซึ่งแพ้บิล คลินตัน ในปี 2535 ก็เพราะเรื่องเศรษฐกิจ

แต่โควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯพังครืน คนตกงานสูงเกือบ 40 ล้านคน ขณะที่ทรัมป์ถูกโจมตีว่ารับมือโควิด-19 ล่าช้าไร้ประสิทธิภาพจนควบคุมไม่ได้ ซ้ำยังดึงดันเปิดเศรษฐกิจโดยไม่สนใจชีวิตประชาชน จึงมีผู้ชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือ “การลงประชามติ” เรื่องการรับมือโควิด-19 ของทรัมป์ไปโดยปริยาย

สู้โควิด-19-ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวเรื่องการรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทำเนียบขาว โดยไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัยป้องกันการติดเชื้อ ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด-19 ในสหรัฐฯ ยังพุ่งสูงลิ่วเป็นอันดับ 1 ของโลก (เอเอฟพี)

วิกฤติโควิด-19 เป็นบททดสอบความเป็นผู้นำสหรัฐฯ ไม่แพ้เหตุวินาศกรรม “9/11” และภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในปี 2551 แต่ทรัมป์ยังคุยโม้ว่าผลงานรับมือโควิด-19 ของตนได้คะแนนเต็ม 10 แต่ชาวอเมริกันอาจไม่เห็นด้วย โดยโพลล่าสุดของ “ซีบีเอส” ระบุว่า ชาวอเมริกันถึง 57% เห็นว่าการรับมือโควิด-19 ของทรัมป์ “แย่” เพิ่มขึ้นจาก 47% เมื่อเดือน มี.ค.

นั่นดูเหมือนว่านี่คือ “โอกาสทอง” ของไบเดน ซึ่งก่อนวิกฤติโควิด-19 ไบเดนซึ่งไม่ค่อยมีบทบาทสมัยเป็นรองประธานาธิบดีของนายบารัค โอบามา เน้นหาเสียงว่าในยุคของตนสหรัฐฯสุขสงบ เขายังประกาศฟื้นฟู “จิตวิญญาณของอเมริกา” ยุติเรื่องอื้อฉาวและความแตกแยกในยุครัฐบาลทรัมป์ที่บริหารแบบ “เรียลลิตี้ โชว์” ถือตัวเองเป็นใหญ่ และมุ่งหาเสียงโดยชูนโยบาย “ชาตินิยม” ที่แข็งกร้าวในต่างแดน และ “การสร้างงาน” ในประเทศ

ในช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด สหรัฐฯต้องใช้มาตรการ “ล็อกดาวน์” จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ปิดธุรกิจ สถานศึกษา และอื่นๆ ส่งผลให้การหาเสียงเลือกตั้งแบบปกติหยุดชะงักไปด้วย ทรัมป์เองก็ต้องระงับการตระเวนปราศรัยหาเสียง แม้จะนั่งเครื่องบิน “แอร์ ฟอร์ซ วัน” ไปพบปะผู้สนับสนุนเป็นครั้งคราว แต่ยังใช้ “ทวิตเตอร์” และการแถลงข่าวในทำเนียบขาวเป็นเครื่องมือหาเสียงอย่างถี่ยิบเช่นเดิม

ส่วนไบเดนมักเก็บตัวอยู่ที่บ้านในรัฐเดลาแวร์ สื่อสารเป็นครั้งคราวผ่านการบันทึกวิดีโอ และใช้ทวิตเตอร์โจมตีความล้มเหลวของทรัมป์เป็นระยะ แต่พยายามไม่หาเรื่องชวนทะเลาะ ดูเหมือนว่าไบเดนใช้ยุทธศาสตร์ “ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” ปล่อยให้ทรัมป์พล่ามตามสบาย เพราะยิ่งพูดมากก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความบกพร่องต่างๆของตนเองในช่วง “ขาลง” เช่นเวลานี้ ซึ่งสอดคล้องกับสุภาษิตเก่าแก่ของอเมริกันที่ว่า “จงอย่าขัดจังหวะคู่แข่งขณะที่เขากำลังทำผิดพลาด” (Never interrupt an opponent when he is making a mistake)

อย่างไรก็ตาม แม้โพลระดับชาติล่าสุดของหลายสำนักระบุว่าไบเดนมีคะแนนนิยมนำทรัมป์ แต่ยังเหลือเวลาอีกเกือบ 6 เดือนก่อนวันเลือกตั้ง อาจมีปัจจัยที่ไม่คาดหมายใหม่ๆ ทำให้เกมการเมืองเปลี่ยนไป เช่น วิกฤติโควิด-19 อาจยุติลงเร็วกว่าที่คาด เศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 ของปีนี้อาจเริ่มฟื้นตัวดังที่ทรัมป์โม้ไว้

มีลุ้น-แฟ้มภาพอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน และประธานาธิบดีบารัค โอบามา ในทำเนียบขาวเมื่อปี 2559 ก่อนที่ไบเดนจะเป็นว่าที่ผู้ท้าชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ใน 3 พ.ย.นี้ (เอพี)

ทรัมป์ยังอาจใช้นโยบายต่างประเทศเป็นอาวุธเพื่อดึงคะแนนเสียงในยามคับขัน เช่น สร้าง “ดราม่า” ครั้งใหญ่กับเกาหลีเหนือหรืออิหร่าน หรือมุ่งเป้าเล่นงาน “จีน” หนักยิ่งขึ้น โดยโจมตีว่าเป็นต้นเหตุและปกปิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทวงถามความรับผิดชอบและลงโทษจีนด้วยการขยายสงครามการค้ากับจีนใหญ่โตยิ่งขึ้น

ทรัมป์ยังอาจโหมประโคมทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด “โอบามาเกต” กล่าวหาไบเดนและพรรคเดโมแครตใช้แผนสกปรกเพื่อโค่นล้มตนเอง นอกจากนี้ ให้จับตาดูปัจจัยภายนอก เช่น “รัสเซีย” ว่าจะแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ อีกหรือไม่ หลังรัสเซียถูกกล่าวหาเผยแพร่ข่าวลวงทางออนไลน์แทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2559

อีกปัจจัย คือระบบการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ซึ่งใช้คะแนนสะสมของ “คณะผู้เลือกตั้ง” ในรัฐต่างๆ เป็นตัวชี้ขาด ถ้าทรัมป์ชนะในรัฐ “สวิง สเตต” หรือรัฐที่ยากคาดเดาผลแพ้ชนะเช่น ฟลอริดาและวิสคอนซินได้ เขาก็อาจ
ชนะการเลือกตั้งได้ แม้จะแพ้คะแนนเสียงประชาชนทั่วประเทศ (Popular vote) ซึ่งเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นกับนางฮิลลารี คลินตันในปี 2559 มาแล้ว

นอกจากนี้ ต้องรอดูว่ากระแสเกลียดชังทรัมป์จะรุนแรงจนทำให้กองเชียร์พรรคเดโมแครต พวกสายกลางและสายอิสระ แห่ออกมาลงคะแนนมากมายเท่ากับฝ่ายกองเชียร์ของทรัมป์ที่จะแห่ออกมาปกป้องเขาหรือไม่

ส่วนเรื่องเล่ห์เหลี่ยมกลโกง ทรัมป์ก็ไม่เคยเป็นรองใคร ใครที่คิดว่าวิกฤติโควิด-19 จะทำให้เขาพ่ายแพ้ง่ายๆ อาจด่วนสรุปเกินไป เพราะทรัมป์ยังมีอาวุธอีกเยอะให้เลือกใช้!


บวร โทศรีแก้ว

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

7 วันรอบโลกบวร โทศรีแก้วสหรัฐทรัมป์ชาตินิยมจีนรัสเซีย

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้