สถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเผยแพร่บทความจากเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศ ไบรอัน เดวิดสัน ถึงความร่วมมือด้านสุขภาพระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย ก่อนจะเกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19 มีความว่า

'เมื่อปีที่แล้วสหราชอาณาจักรและกระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ตกลงร่วมกันเดินหน้าโครงการ Better Health Programme ซึ่งเป็นโครงการนานาชาติของสหราชอาณาจักรที่มุ่งทำงานในประเด็นสุขภาพอันพบได้บ่อยในประเทศพัฒนาแล้วและมีระบบสาธารณสุขที่ก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคเบาหวาน การจัดการศึกษาอบรมเพิ่มเติมให้แพทย์และพยาบาล ไปจนถึงศาสตร์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นอย่างเรื่องการศึกษาจีโนม (การศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมของมนุษย์)

เราไม่ได้มองว่าเรื่องโรคติดเชื้อจะเป็นประเด็นสำคัญในการดำเนินโครงการ และต่อให้เราสนใจเรื่องโรคติดเชื้อในตอนนั้น หัวข้อเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนาก็คงไม่ได้อยู่ในลำดับต้นๆ ที่เราจะพิจารณา แต่มาวันนี้เราได้เห็นแล้วว่าโลกเปลี่ยนไปไวเหลือเกิน

ขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ ประเทศไทยอยู่ในจุดที่น่าชื่นชมในด้านสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จำนวนผู้ติดเชื้อต่อวันมีเพียงเลขหลักเดียว หรือบางวันก็ไม่มีเลย และแทบไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ดังนั้นผมจึงอยากกล่าวถึงวิธีการควบคุมโรคของไทย และขอแบ่งปันความเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือที่ประเทศไทยและสหราชอาณาจักรจะสามารถทำได้เพื่อช่วยโลกควบคุมสถานการณ์โควิด-19 รวมทั้งช่วยให้พวกเราสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้กลับมาดียิ่งกว่าเดิมหลังโรคระบาด

ภายในชั่วพริบตา โควิด-19 ก็ได้กลายเป็นประเด็นหลักในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว สำหรับสถานทูตอังกฤษนั้น เจ้าหน้าที่ของเราต่างวุ่นอยู่กับการช่วยเหลือชาวอังกฤษในประเทศไทยที่ติดโรค และนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษอีกนับพันคนที่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ ต้องขอขอบคุณชาวไทยมา ณ ที่นี้ ที่ได้ช่วยเหลือชาวอังกฤษหลายคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ภารกิจของทางสถานทูตจะสำเร็จไปไม่ได้เลยหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคนไทยทุกคน

...

ผมคิดว่าเราต้องปรบมือดังๆ ให้ประเทศไทยซึ่งได้รับมือกับการระบาดของโควิด-19 อย่างแข็งแกร่ง ฉับไว ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก ประเทศไทยใช้ทั้งมาตรการควบคุมและคัดกรองการเดินทางเข้าประเทศ ประกอบกับมาตรการสร้างระยะห่างทางสังคม พร้อมทั้งระบบติดตามและแยกกักผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด-19

นอกจากนั้น เรายังต้องชื่นชมเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่ทำงานกันอย่างแข็งขัน เหล่าสมาชิก อสม. เหล่านี้คอยเคาะประตูติดตามชาวบ้านในชุมชนรวมกันถึงกว่า 12 ล้านหลัง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพวกเขาคือส่วนสำคัญหนึ่งในการรับมือกับโรคระบาดของประเทศไทยครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาสถานการณ์ในระดับโลก เรายังต้องเผชิญกับความท้าทายที่ต่อเนื่องและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ การระบาดระลอกใหม่อาจเกิดขึ้นได้ เราจึงประมาทไม่ได้เป็นอันขาด ประเทศไทยเองก็เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในโลกที่จำเป็นต้องหาสมดุลระหว่างการดูแลด้านสาธารณสุขกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาเปิดประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย การรักษาผู้ป่วยอย่างไรให้มีประสิทธิภาพที่สุด หรือการเร่งวิจัยและกระจายวัคซีนให้ได้โดยเร็ว 

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ งานวิจัยทางวิทยาศาตร์ประกอบกับความร่วมมือระดับโลกชนิดที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน จะเป็นปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งหากเราต้องการควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และหาทางออกจากวิกฤตินี้ให้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม สหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทางไกลนานาชาติเพื่อระดมทุนรับมือปัญหาโรคระบาดจากไวรัสโคโรนาในระดับโลก งานนี้เราระดุมทุนได้ถึง 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 240,000 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนงานวิจัยวัคซีน การตรวจหาเชื้อ และการรักษาโรค มีการเรียกร้องให้จัดตั้งกลุ่มพันธมิตรระหว่างองค์กรระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และรัฐบาลประเทศต่างๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาวัคซีนราคาถูกที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้และต้องทำให้สำเร็จโดยเร็วที่สุดสหราชอาณาจักรได้ประกาศมอบเงินสนับสนุน 475 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 14,000 ล้านบาท) เพื่อการบรรลุเป้าหมายนี้

แน่นอนว่าการพัฒนาวัคซีนเป็นเพียงบันไดขั้นแรก แม้เมื่อพัฒนาวัคซีนสำเร็จแล้ว เรายังจะต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการผลิต จัดส่ง และทำให้ทุกคนเข้าถึงวัคซีนได้ และนี่คือเหตุผลที่สหราชอาณาจักรจะจัดการประชุมสุดยอดด้านวัคซีนระดับโลก (Global Vaccine Summit) ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ โดยเป้าหมายคือการระดมทุนให้องค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีน (Gavi, The Vaccine Alliance) มีงบประมาณเพียงพอสำหรับจัดส่งวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ไปช่วยเหลือประเทศยากจน และทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่กำลังพัฒนานี้ได้อย่างเท่าเทียม

การจะพัฒนายารักษาและวัคซีนให้ได้ในราคาต่ำและให้ทุกคนเข้าถึงได้นั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันเท่านั้น มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและบริษัทแอสตร้าเซเนก้า (AstraZeneca) ซึ่งเป็นบริษัทยาชั้นนำของสหราชอาณาจักรยืนอยู่แถวหน้าของการพัฒนาวัคซีนในระดับโลก ทั้งคู่กำลังร่วมมือกันทดลองวัคซีนโควิด-19 ตัวใหม่ในมนุษย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ประกาศข้อตกลงกับแอสตร้าเซนเนก้าว่าทางบริษัทจะผลิตวัคซีนให้ได้ทั้งหมด 100 ล้านชุด โดยเบื้องต้นจะผลิตให้ได้ 30 ล้านชุดภายในเดือนกันยายนนี้

ในขณะเดียวกัน เราก็ได้จัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและการผลิตวัคซีน (Vaccines Manufacturing and Innovation Centre หรือ VMIC) แห่งใหม่ขึ้นในสหราชอาณาจักร โดยเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อวิจัยและพัฒนาการผลิตวัคซีนในปริมาณมาก รัฐบาลสหราชอาณาจักรและภาคธุรกิจได้ประกาศลงทุนร่วมกัน 207 ล้านปอนด์ (ราว 8,300 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนศูนย์วัคซีนแห่งใหม่นี้ เราหวังว่าการดำเนินการเหล่านี้จะส่งผลสำคัญต่อการสู้รบกับไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ ทั่วโลกต่างกำลังพัฒนาวัคซีนซึ่งปัจจุบันมีอยู่ถึง 120 โครงการด้วยกัน

...

สำหรับสหราชอาณาจักรและประเทศไทย เราเห็นโอกาสชัดเจนในการร่วมมือกันด้านสาธารณสุข กว่า 40 ปีมาแล้วที่มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดได้มีโครงการความร่วมมือผ่านหน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-ออกซฟอร์ด และขณะนี้ทั้งสองสถาบันก็กำลังร่วมกันวิจัยประสิทธิภาพยาเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายโครงการวิจัยร่วมที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญขั้นสูงจากทั้งไทยและสหราชอาณาจักรเพื่อช่วยให้เราสามารถวินิจฉัยและรักษาโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผมหวังว่าเราจะมีโครงการในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะในขณะนี้ที่เราเพิ่งเปิดให้ทุนเพิ่มเติม และกำลังรับสมัครโครงการวิจัยร่วมต่างๆ นอกจากนี้ ผมยังขอชื่นชมประเทศไทยที่มีความร่วมมือระหว่างเทศที่แข็งแกร่งในด้านงานวิจัยและพัฒนา สหราชอาณาจักรภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรกับประเทศไทยในด้านการวิจัยวิทยาศาสตร์ และเราเห็นตรงกันกับไทยว่าความร่วมมือระหว่างประเทศจะช่วยให้บรรลุผลการวิจัยได้รวดเร็วและดียิ่งขึ้น

สหราชอาณาจักรจะเดินหน้าร่วมมือกับประเทศไทยและอาเซียนต่อไปอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของเราให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเพื่อผลักดันการค้าเสรีที่จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการเติบโตในอนาคต ในสถานการณ์เช่นนี้เราควรพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยการหาทาง "กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม"

วิกฤติครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้หลายอย่างเกี่ยวกับทางเลือกใหม่ๆ ในการทำงาน การเชื่อมโยงทางสังคม การให้บริการของรัฐผ่านช่องทางดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจแบบดิจิทัล ผมหวังว่าเราจะสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในการก้าวสู่ "นิว นอร์มอล" หรือฐานวิถีชีวิตใหม่ และยังหวังด้วยว่าเราจะใช้ความสามารถในการรับมือปัญหาอย่างเร่งด่วนดังที่เรารับมือโรคโควิด-19 นี้ ไปเร่งจัดการกับปัญหาอื่นๆ ที่เป็นภัยใหญ่หลวงต่อสังคมและเศรษฐกิจไม่แพ้กัน เช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

...

อีกประการหนึ่งที่เราจะลืมไม่ได้เลยก็คือ ถึงแม้วิกฤติโรคระบาดครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกคน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นคนยากจน และกลุ่มประชากรที่เปราะบางที่สุดในสังคม นี่คือโอกาสของเราในการฟื้นฟูสถาบันต่างๆ ขึ้นใหม่ให้ยั่งยืนและคำนึงถึงทุกภาคส่วนในสังคมอย่างเท่าเทียมยิ่งขึ้น ผมหวังอย่างยิ่งว่าโครงการความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล หรือด้านอื่นๆ จะเป็นแบบอย่างที่ดีในการก้าวไปสู่เป้าหมายนั้น'.

บทความโดย : ไบรอัน เดวิดสัน
เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย