รัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ควบคุมโควิด-19 ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศเพิ่มขึ้นจนใกล้ถึง 1 ล้านรายแล้ว
เว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลไวรัสโคโรนา ของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮ็อปกินส์ ระบุว่า ยอดสะสมของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 963,379 รายแล้วในวันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย. 2563 โดยในจำนวนนี้เสียชีวิตถึง 54,810 ศพ ขณะที่มีผู้รับการรักษาจนหายดีแล้ว 106,946 คน
ตามรายงานของสำนักข่าว บีบีซี สหรัฐฯ ทำสถิติพบผู้ติดเชื้อมากที่สุดในวันเดียวเมื่อวันศุกร์ (24 เม.ย.) อย่างไรก็ตาม ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราการติดเชื้อในพื้นที่ที่ไวรัสระบาดหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งในนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของสหรัฐฯ
ในช่วงพีคที่สุด กว่า 90% ของประชากรสหรัฐฯ ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งล็อกดาวน์ ห้ามออกจากบ้าน หรือปิดร้านค้าต่างๆ แต่ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐจอร์เจีย, โอกลาโฮมา, อะแลสกา และ เซาท์ แคโรไลนา เริ่มอนุญาตให้ธุรกิจบางประเภทรวมทั้งร้านทำผม และร้านสัก กลับมาเปิดทำการได้แล้ว และเตรียมผ่อนคลายมาตรการมากขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้
...
ด้านนาย จาเรด โพลิส ผู้ว่าการรัฐโคโลราโด กล่าวว่า การขายของริมทางเท้าจะเริ่มกระทำได้ในวันจันทร์ที่ 27 เม.ย. นี้ ส่วนร้านทำผม และร้านสักจะเริ่มเปิดได้ในวันศุกร์ ส่วนที่รัฐเทนเนสซี จะอนุญาตให้ร้านอาหารเปิดได้ในวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มาตรการล็อกดาวน์ของรัฐมิสซิสซิปปีหมดอายุ โดยที่รัฐบาลท้องถิ่นยังไม่มีทีท่าจะต่ออายุด้วย
ขณะที่ผู้ว่าการรัฐมอนทานา อนุญาตให้โบสถ์เริ่มเปิดทำการตั้งแต่วันอาทิตย์แล้ว โดยผู้ที่มาสวดมนต์ต้องปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างอย่างเคร่งครัด ส่วนร้านอาหารกับโรงเรียนจะเปิดในวันที่ 7 พ.ค.
ทั้งนี้ ดร. เดโบราห์ เบิร์กซ์ ผู้ประสานงานทีมเฉพาะกิจรับมือวิกฤติไวรัสโคโรนาของทำเนียบขาว บอกกับสื่อในวันอาทิตย์ว่า มาตรการเว้นระยะห้างต้องถูกบังคับใช้ต่อไปตลอดทั้งช่วงฤดูร้อน ซึ่งจะเริ่มต้นอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 25 พ.ค. และเธอเชื่อว่า จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตรายใหม่จะลดลงอย่างมากในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม