การแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ “โควิด-19” ซึ่งมีต้นตอที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ภาคกลางของจีน นอกจากชาวโลกจะได้เห็นความเข้มแข็งเฉียบขาดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการรับมือวิกฤตการณ์แล้ว ยังพลอยได้เห็นเทคโนโลยีระบบสอดส่องประชาชนสุดล้ำยุคของจีนด้วย

โดยเฉพาะเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” (Artificial Intelligence) หรือ “เอไอ” เช่นที่ใช้ในระบบสอดส่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้ชื่อว่าทันสมัยสลับซับซ้อนที่สุดในโลกในยุคนี้ นอกจากนี้ จีนยังนำเอา “บิ๊ก ดาต้า” (Big Data) หรือฐานข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดเพื่อการนี้ด้วย

คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (เอ็นเอชซี) ของจีน สั่งทางออนไลน์ไปถึงรัฐบาลท้องถิ่นต่างๆ ว่า ให้ใช้เทคโนโลยีบิ๊ก ดาต้า ในการติดตาม คัดกรองลำดับความสำคัญของผู้ติดเชื้อ และทำนายทิศทางการแพร่ระบาดของโควิด-19 แบบ “เรียลไทม์” ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ให้เพิ่มความเข้มแข็งของการเชื่อมต่อข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง คมนาคม และอื่นๆ รวมทั้งแบ่งปันข้อมูลด้านรถไฟ เที่ยวบิน การสื่อสารและการแพทย์

ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมจีนก็แจ้งถึงบริษัทผู้พัฒนาและสถาบันวิจัยเอไอต่างๆ ขอให้ช่วยกันต่อสู้การระบาดของโควิด-19 ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองอย่างดียิ่ง เพราะต้องการใช้เทคโนฯของตัวเอง “ช่วยชาติ” อยู่แล้ว

เช่น “ไป่ตู้” (Baidu) เจ้าของเสิร์ชเอนจินให้บริการสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือน “กูเกิล” ของจีน ก็นำระบบที่ตนเองพัฒนามาใช้ รวมทั้งที่สถานีรถไฟในกรุงปักกิ่งและที่มณฑลส่านซี ด้วยการใช้เทคโนโลยีกล้องอินฟราเรดตรวจวัดอุณหภูมิ และเทคโนโลยีจดจำใบหน้าประชาชน ซึ่งถ้าใครมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.3 องศาเซลเซียส (99 องศาฟาเรนไฮต์) ระบบจะแจ้งเตือนทันทีให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจซ้ำ ระบบนี้ยังตรวจผู้คนได้เร็วกว่า 200 คนต่อนาที เร็วกว่าเครื่องสแกนอุณหภูมิตามสนามบินอย่างมาก

...

ใช้เทคโนฯสู้–หนึ่งในเครือข่ายกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่ย่านการเงินหลู่เจียซุ่ย เขตผู่ตง นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด–19 ทำให้ทางการจีนระดมเทคโนโลยี รวมทั้งเอไอและบิ๊ก ดาต้า เข้าต่อสู้อย่างเข้มข้น (รอยเตอร์)
ใช้เทคโนฯสู้–หนึ่งในเครือข่ายกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่ย่านการเงินหลู่เจียซุ่ย เขตผู่ตง นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด–19 ทำให้ทางการจีนระดมเทคโนโลยี รวมทั้งเอไอและบิ๊ก ดาต้า เข้าต่อสู้อย่างเข้มข้น (รอยเตอร์)

ส่วน “Megvii” ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “Face++” ผู้พัฒนาระบบจดจำแยกแยะใบหน้าชื่อดัง ก็นำระบบเอไอรุ่นใหม่ของตนมาใช้ตรวจวัดอุณหภูมิและตรวจจับใบหน้าผู้โดยสารรถไฟในกรุงปักกิ่งเช่นกัน โดยส่งทีมงานเข้าควบคุมการใช้ระบบเกือบ 100 คน ตลอด 24 ชม. ซึ่งระบบของ Megvii ตรวจวัดอุณหภูมิคนได้แค่เปิดให้เห็นหน้าผากเท่านั้น

“เซนส์ไทม์” (SenseTime) บริษัทเอไอชั้นนำก็นำเทคโนโลยีคล้ายกันนี้มาใช้ตามทางเข้าอาคาร สามารถระบุเอกลักษณ์คนได้ว่าใครเป็นใครแม้สวมหน้ากากอนามัยอยู่ ขณะที่บริษัทผู้ผลิตกล้องสอดแนม “เจ้อเจียง ต้าหัว” (Zhejiang Dahua) ก็เป็นระบบที่สามารถตรวจจับผู้ที่มีไข้แม้จะมีไข้ต่ำได้อย่างแม่นยำ ภายในอุณหภูมิที่ต่างกันแค่จุดทศนิยม 0.30 องศาเซลเซียส

บริษัทเทคโนโลยีอื่นๆของจีนยังเร่งพัฒนาและนำระบบอันล้ำสมัยของตนออกมาช่วยรัฐบาลควบคุมการระบาดของโควิด-19 รวมทั้งใช้อากาศยานไร้คนขับหรือ “โดรน” ในการส่งยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปยังโรงพยาบาลและศูนย์กักกันโรค และใช้จัดทำแผนที่การระบาดของโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่น ส่วนที่เมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตงทางภาคใต้ ก็มีการใช้หุ่นยนต์ตามลานสาธารณะ คอยตะโกนดุผู้คนที่ไม่สวมหน้ากากอนามัย

แม้เมืองอู่ฮั่นถูกสั่งปิดตั้งแต่ 23 ม.ค. แต่นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่นเผยว่าในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน มีคนเดินทางออกจากเมืองอู่ฮั่นราว 5 ล้านคน ทำให้ต้องตามหาตัวกันจ้าละหวั่นทั่วประเทศ เพราะหวั่นว่าจะติดเชื้อและนำไปแพร่ที่อื่น ดังนั้น การใช้เอไอและบิ๊ก ดาต้าในการติดตามหาคนเหล่านี้จึงมีประโยชน์มาก

ตรวจเข้ม–ชาวจีนสวมหน้ากากอนามัยยืนใต้กล้องโทรทัศน์วงจรปิดขณะรอข้ามถนนในกรุงปักกิ่ง เมื่อ 10 ก.พ. หลังช่วงวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน ซึ่งถูกขยายเวลาออกไปอีก 10 วัน เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด–19 (รอยเตอร์)
ตรวจเข้ม–ชาวจีนสวมหน้ากากอนามัยยืนใต้กล้องโทรทัศน์วงจรปิดขณะรอข้ามถนนในกรุงปักกิ่ง เมื่อ 10 ก.พ. หลังช่วงวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน ซึ่งถูกขยายเวลาออกไปอีก 10 วัน เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด–19 (รอยเตอร์)

...

เอไอและบิ๊ก ดาต้า ช่วยให้เจ้าหน้าที่ระบุได้ว่าผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อโควิด-19 เคยเดินทางไปที่ไหน นั่งรถไฟขบวนไหน โบกี้ไหน หรือนั่งเที่ยวบินไหน และผู้โดยสารที่นั่งอยู่ใกล้เคียงในรัศมีติดเชื้อได้มีใครบ้าง ดังนั้น เจ้าหน้าที่สามารถรู้ความเคลื่อนไหวของประชาชนได้ตลอดเวลาว่าเคยทำและกำลังทำอะไรอยู่

ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีเอไอและบิ๊ก ดาต้าที่ได้ผลอย่างน่าทึ่ง เช่นกรณีที่ชายคนหนึ่งเคยเดินทางไปเมืองอู่ฮั่นโดยไม่บอกใคร แต่เมื่อกลับถึงบ้านที่เมืองนานจิง มณฑลเจียงสู จู่ๆก็มีตำรวจมาเคาะประตูบ้าน ขอตรวจวัดอุณหภูมิว่ามีไข้หรือไม่

อีกรายเป็นชายชาวเมืองหังโจวขับรถไปทำธุรกิจที่เมืองเหวินโจวที่โควิด-19 ระบาด ตำรวจก็รู้ได้ทันทีจากกล้องวงจรปิด และไปเคาะประตูบ้าน สั่งให้กักโรคตัวเองอยู่ในบ้านนาน 14 วัน แต่เขาอยู่ในบ้านได้แค่ 12 วันก็เกิดเบื่อหน่าย จึงออกไปเดินเล่นนอกบ้าน เท่านั้นแหละตำรวจก็โร่มาเตือนทันที แถมแจ้งเจ้านายของเขาด้วย

จริงๆแล้ว รัฐบาลจีนใช้เทคโนโลยีล้ำยุคสอดส่องความเคลื่อนไหวของประชาชนมานานแล้ว และชาวจีนไม่น้อยเห็นว่าถูกล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวมากเกินไป แต่ในช่วงสู้กับโควิด-19 ส่วนใหญ่เห็นด้วยที่มีการสอดส่องอย่างเข้มงวด เพราะเข้าใจถึงความจำเป็นในภาวะวิกฤติ!

บวร โทศรีแก้ว