คาดกระบวนการมีขึ้นใน 2 สัปดาห์ ผ่าน ‘วุฒิสภา’ ยาก

“โดนัลด์ ทรัมป์” เจอศึกหนัก สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ลงมติสนับสนุนยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี หลังโดนข้อกล่าวว่าทรยศชาติ ใช้อำนาจหน้าที่ดึงอำนาจจากต่างชาติเข้ามาแปดเปื้อนกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศ ขัดขวางกระบวนการตรวจสอบของสภาคองเกรส โดยมติระบุว่าหากปล่อยให้ดำรงตำแหน่งต่อจะเป็นภัยต่อความมั่นคงและรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ด้านทรัมป์เดือดจัดโต้กลับฝ่ายค้านตัวการทำลายและบั่นทอนประชาธิปไตยสหรัฐฯ

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 ได้กลายเป็นผู้นำสหรัฐฯคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ที่ถูกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯลงมติให้ดำเนินกระบวนการถอดถอนจากตำแหน่งประธานาธิบดี อย่างเป็นทางการใน 2 ญัตติคือ ใช้อำนาจมิชอบและขัดขวางกระบวนการรัฐสภา จากกรณีถูกเปิดโปงว่า ใช้อำนาจผู้นำสหรัฐฯกดดันให้นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดการสืบสวนนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และตัวเต็งของพรรคฝ่ายค้านเดโมแครต ในศึกเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2563 พร้อมนายฮันเตอร์ ไบเดน ลูกชาย เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว

ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อคืน วันที่ 18 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ลงมติให้ดำเนินกระบวนการมาตรา 755 ว่าด้วยการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีเนื้อหามติกระบวนการถอดถอนว่า ประธานาธิบดีทรยศต่อประเทศ ใช้อำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ในการดึงอำนาจจากต่างชาติเข้ามาแปดเปื้อนกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศ ขัดขวางกระบวนการตรวจสอบของสภาคองเกรส อย่างที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดทำมาก่อน การกระทำเช่นนี้ของประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้แสดงให้เห็นว่า หากปล่อยให้ดำรงตำแหน่งต่อไป จะเป็นภัยต่อความมั่นคง และเป็นภัยต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

...

ข่าวระบุด้วยว่า ในการลงมติญัตติใช้อำนาจอย่างมิชอบ ได้รับเสียงโหวตสนับสนุน 230 เสียง คัดค้าน 197 เสียง ส่วนญัตติขัดขวางกระบวนการรัฐสภา ได้รับเสียงสนับสนุน 229 เสียง คัดค้าน 198 เสียง ถือว่าครบตามเงื่อนไข ต้องได้รับเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรองเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 218 เสียงจากทั้งหมด 435 เสียง และเป็นไปตามที่คาดการณ์กันไว้ นับจากเสียง ส.ส.ที่มีอยู่ พรรคฝ่ายค้านเดโมแครตครองเสียงข้างมาก 233 ที่นั่ง พรรครัฐบาลรีพับลิกัน 197 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเอพีรายงานด้วยว่า มี ส.ส.เดโมแครต 3 คน ไม่ลงมติถอดถอนนายทรัมป์ ขณะที่ ส.ส.รีพับลิกันลงมติคัดค้านการถอดถอนครบทุกเสียง

หลังกระบวนการลงมติเสร็จสิ้น นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สังกัดพรรคฝ่ายค้านเดโมแครต กล่าวขอบคุณความกล้าหาญทางจริยธรรมของ ส.ส. ที่ลงมติรับรองกระบวนการถอดถอน ถือเป็นวันที่ยอดเยี่ยมสำหรับรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ แต่ยังไม่เปิดเผยถึงกำหนดการยื่นเรื่องถอดถอนสู่ขั้นตอนวุฒิสภา ระบุว่า ยังหาข้อสรุปไม่ลงตัวว่าใครจะเป็นตัวแทนดำเนินการ ต้องดูท่าทีของวุฒิสภาด้วยว่าเป็นเช่นไร มติจะได้รับความยุติธรรมหรือไม่ จากการที่พรรครัฐบาลรีพับลิกันครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่า การเดินหน้ากระบวนการถอดถอนในวุฒิสภา อาจมีขึ้นเร็วสุดในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ม.ค.2563

ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ทราบผลลัพธ์การลงมติ ระหว่างอยู่บนเวทีปราศรัยในรัฐมิชิแกน ได้กล่าวโจมตีพรรคฝ่ายค้านเดโมแครตว่า พยายามที่จะทำให้คะแนนเสียงประชาชนที่รักชาติหลาย 10 ล้านเสียงเป็นโมฆะ นี่ต่างหากคือการแทรกแซงเลือกตั้ง บั่นทอนประชาธิปไตยอเมริกัน พร้อมกล่าวโจมตี ส.ส.พรรคเดโมแครตรายบุคคล แต่ถูกฝูงชนตะโกนโห่ไม่พอใจ หลังกล่าวทวงบุญคุณและด่านางเดบบี ดิงเกลล์ ส.ส.รัฐมิชิแกน ว่าป่านนี้สามีที่เสียชีวิตไปแล้ว คงแหงนหน้ามองเหตุการณ์จากในนรก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานด้วยว่า สำหรับกระบวนการถอดถอนในขั้นตอนวุฒิสภา แม้จะดำเนินการโดยประธานผู้พิพากษาศาลฎีกาและคณะลูกขุน แต่สุดท้ายต้องได้รับการโหวตรับรองจากวุฒิสมาชิก 2 ใน 3 หรือ 67 เสียงจากทั้งหมด 100 เสียง ถึงจะมีผลบังคับใช้ ทำให้มีความเป็นไปได้ต่ำมาก ที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะถูกถอดถอน เนื่องจากพรรครัฐบาลรีพับลิกันครองเสียงข้างมาก 53 เสียง พรรคเดโมแครต 45 เสียง ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดถูกถอดถอนจากการลงมติในขั้นตอนวุฒิสภา

สำหรับประธานาธิบดีสหรัฐฯที่เคยถูกลงมติถอดถอนในขั้นตอนสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2411 ในสมัยของนายแอนดรูว์ จอห์นสัน จากพรรคเดโมแครต ที่ถูกกล่าวหาว่าขัดขวางกระบวนการรัฐสภาในการลงโทษกลุ่มผู้นำฝ่ายใต้ในสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ ตามด้วยปี 2541 สมัยนายบิล คลินตัน จากพรรคเดโมแครต ถูกกล่าวหาว่าขัดขวางกระบวนการรัฐสภา เรื่องการสืบสวนเหตุฉาว แอบมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับ น.ส.โมนิกา ลูวินสกี เจ้าหน้าที่ฝึกงานในทำเนียบขาวสหรัฐฯ ส่วนในปี 2517 นายริชาร์ด นิกสัน จากพรรครีพับลิกัน ถูกคณะกรรมาธิการยุติธรรมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯพิจารณาว่าสมควรนำเข้าสู่กระบวนการถอดถอนหรือไม่ จากกรณีใช้เงินหาเสียงว่าจ้างกลุ่มคนบุกรุกสำนักงานของพรรคเดโมแครต ในโรงแรมวอเตอร์เกต แต่นายนิกสันตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีก่อนกระบวนการจะเข้าสู่ขั้นตอนลงมติในสภาผู้แทนราษฎร

ส่วนกรณีถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ครั้งนี้ มีขึ้นเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยนามของสำนักข่าวกรองกลางแห่งชาติสหรัฐฯ หรือซีไอเอ เปิดโปงข้อมูลว่า นายทรัมป์ได้ชะลองบประมาณช่วยเหลือด้านความมั่นคงแก่รัฐบาลยูเครน เพื่อกดดันให้นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดการสืบสวนหาข้อมูลนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งประกาศลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในศึกเลือกตั้งปี 2563 รวมถึงสืบสวนหาข้อมูลด้านการคอร์รัปชันของนายฮันเตอร์ ไบเดน คณะกรรมการบริหารของบริษัทด้านพลังงานในยูเครน และลูกชายของนายไบเดน นอกจากนี้ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นายทรัมป์ยังถูกทางการสหรัฐฯสืบสวนในข้อกล่าวหาได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯปี 2559 แต่ไม่พบความเชื่อมโยงใดๆที่จะเอาผิดได้

...