ชาวอินโดนีเซีย ตื่นตัวร่วมกันรณรงค์ลดละเลิกการรับประทาน “ข้าว” ธัญพืชอาหารหลักของประเทศ หลังมีผู้ป่วยด้วยโรค “เบาหวาน” จากการกินข้าวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าตกใจ

เมื่อ 18 พ.ย. 62 สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า โครงการรณรงค์ลดละเลิกรับประทานข้าวในอินโดนีเซีย นี้มีชื่อว่า “No Rice Movement” รณรงค์ให้ประชาชนลดละเลิกนิสัยติดการกินข้าว หันมากินอาหารอื่นๆ ทั้งผัก เนื้อสัตว์และถั่วมากขึ้น โดยมีการรณรงค์ทางโซเชียลมีเดียและจากรัฐบาลท้องถิ่น รวมทั้งรัฐบาลเมืองย็อกยาการ์ตา เมืองหลวงด้านเกษตรกรรมของประเทศ โดยขอให้ประชาชนงดกินข้าวอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม การลดเลิกการกินข้าวเป็นเรื่องท่ียากสำหรับชาวอินโดฯ ซึ่งถูกปลูกฝังนิสัยติดการกินข้าวมายาวนาน โดยเฉพาะสมัยอดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการ “ซูฮาร์โต” ยุคทศวรรษ 1970 ซึ่งรณรงค์ให้ประชาชนกินข้าวเป็นอาหารหลัก แทนข้าวโพด มันฝรั่งและธัญพืชอื่น ตัวอย่างหนึ่งของผู้พยายามลดเลิกการกินข้าวคือนางเมอร์นาวาตี อดีตลูกจ้างบริษัทก่อสร้างวัย 34 ปี ซึ่งเผยว่าสัปดาห์แรกท่ีเลิกกินข้าว รู้สึกเหมือนถูกผีเข้าสิง แต่หลังลดเลิกกินข้าวได้ 4 เดือน เธอและสมาชิกครอบครัวจะไม่หวนกลับไปกินข้าวมากๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว

...

ใน “วันเบาหวานโลก” เมื่อ 14 พ.ย. ผู้เชี่ยวชาญเผยว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานทั่วโลกราว 425 ล้านคน รวมทั้ง 20 ล้านคนในอินโดฯ ซึ่งมีประชากรราว 260 ล้านคน โดยอินโดฯ เป็นชาติท่ีนิยมบริโภคข้าวมากท่ีสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และโรคเบาหวานเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 รองจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่อยู่ในประเทศท่ีมีรายได้ต่ำและปานกลาง เช่น อินโดนีเซีย ทั้งนี้ แม้ข้าวเป็นอาหารท่ีมีกากใย คาร์โบไฮเดรต และวิตามินต่างๆ สูง แต่ถ้ากินมากเกินไปจะนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวาน เพราะข้าวทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงและร่างกายต่อต้านสารอินซูลิน โรคเบาหวานยังนำไปสู่โรคร้ายอื่นๆ ทั้งโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก หัวใจวาย ตาบอด หรือผู้ป่วยต้องถูกตัดอวัยวะแขนขา