(ภาพ) ประธานาธิบดีเอโบ โมราเลส


การเมือง “โบลิเวีย” ยังไม่พ้นวิกฤติ แม้ประธานาธิบดีเอโบ โมราเลส ผู้นำที่มาจากชนเผ่าพื้นเมืองคนแรกที่กุมอำนาจมาเกือบ 14 ปี ลาออกเมื่อ 10 พ.ย. ก่อนหนีไปลี้ภัยในเม็กซิโก เพราะถูกกองทัพและตำรวจกดดัน ซึ่งเจ้าตัวชี้ว่าตนถูก “ก่อรัฐประหาร”

ด้วยเหตุที่รองประธานาธิบดี ประธานวุฒิสภาและสภาผู้แทนฯ ต่างก็ลาออกเช่นกัน จึงไม่มีใครขึ้นมาเป็นผู้นำแทน นางจีนีน อาเนซ รองประธานวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายค้าน จึงตั้งตนเป็นประธานาธิบดีรักษาการระหว่างรอจัดการเลือกตั้งใหม่ต้นปีหน้าโบลิเวียจึงอยู่ในภาวะไม่แน่นอน ขณะที่หลายประเทศที่มีรัฐบาลสังคมนิยมยังหนุนโมราเลส รวมทั้งรัสเซีย เวเนซุเอลา คิวบา เม็กซิโก อาร์เจนตินา ส่วนประเทศประชาธิปไตยตะวันตกส่วนใหญ่ รวมทั้งสหรัฐฯ หันมาหนุนนางอาเนซซึ่งเป็นฝ่ายขวา

โมราเลสชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยแรกในปี 2548 ด้วยคะแนนเสียงถึง 54% การเลือกตั้งสมัยที่ 2 และ 3 ก็ชนะท่วมท้นถึง 64% และ 62% แต่ปี 2559 โมราเลสเดินเกมผิดพลาด จัดการลงประชามติว่าจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกข้อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหรือไม่ แต่กลับแพ้ประชามติ แต่พรรคของเขายื่นอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญในปี 2560 และศาลตัดสินให้โมราเลสลงสมัครรับเลือกตั้งสมัยที่ 4 ได้

โมราเลสเพิ่งชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 4 เมื่อ 20 ต.ค. แต่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่าเขาโกงการเลือกตั้ง จุดชนวนให้เกิดการประท้วงรุนแรง 3 สัปดาห์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน บาดเจ็บหลายร้อยคน ขณะที่บรรดารัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงหลายสิบคนแห่ลาออก เพราะถูกกลุ่มผู้ประท้วงข่มขู่คุกคามอย่างหนัก

องค์กรรัฐอเมริกา (โอเอเอส) ก็ชี้ว่ามีความผิดปกติเยอะในการเลือกตั้งครั้งนี้ โมราเลสก็เลยเสนอให้จัดการเลือกตั้งใหม่ แต่ฝ่ายค้านเล่นแง่ไม่ให้เขาลงชิงชัยด้วย เมื่อตกลงกันไม่ได้ พล.อ.วิลเลียมส์ คาลิมาน ผบ.สส. ก็เข้าแทรกแซง กดดันให้โมราเลสลาออก ทำให้หลายฝ่ายหวั่นว่าโบลิเวียจะกลับสู่ยุครัฐบาลทหาร

โมราเลสประกาศจะต่อสู้ทางการเมืองต่อไป ส่วนผู้สนับสนุนลุกฮือก่อจลาจลมีผู้เสียชีวิตแล้วจำนวนมาก แต่คงยากที่เขาจะได้กลับมาเป็นผู้นำประเทศอีก ถ้า “กองทัพ” เจ้าของอำนาจตัวจริงไม่เอาด้วย!

บวร โทศรีแก้ว