ถ้า “สตีฟ จอบส์” คืออัจฉริยะผู้พลิกโลกแห่งวงการไอที “เรย์ คร็อค” ก็ควรจะได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ปฏิวัติโลกสู่ยุคฟาสต์ฟู้ดครองเมือง เพราะเขาคือเจ้าไอเดียที่ปลุกปั้น “แมคโดนัลด์” จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมอเมริกัน โดยปัจจุบันมีสาขาอยู่ทั่วทุกมุมโลกเกือบ 40,000 สาขา ให้บริการลูกค้าวันละ 69 ล้านคน สร้างมูลค่าธุรกิจได้มากกว่า 32,811 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แม้ยุคหลังมานี้ เครือร้านอาหารจานด่วนที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะโดนวิพากษ์วิจารณ์เยอะว่าบั่นทอนสุขภาพ แต่ “แมคโดนัลด์” ก็ยังครองใจคนครึ่งค่อนโลก ย้อนกลับไปในยุคก่อตั้ง เมื่อปี 1940 สองพี่น้องตระกูลแมคโดนัลด์ “ริชาร์ด” และ “มอริส” ย้ายจากนิวอิงแลนด์มาบุกเบิกธุรกิจใหม่ในแคลิฟอร์เนีย พวกเขามีความฝันอยากเปิดร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่ให้บริการด่วนทันใจ จึงเลือกเมืองเล็กๆอย่างซานเบอร์นาร์ดิโนเป็นทำเลทอง

ก็เพราะไอเดียแปลกใหม่น่าทึ่ง ทำให้ “แมคโดนัลด์” ขายดิบขายดีมีคนเข้าคิวซื้อยาวเหยียด โดยสองพี่น้องพลิกโฉมธุรกิจร้านอาหารมะกันยุคนั้น ด้วยการนำเสนอบริการรูปแบบใหม่ไม่เหมือนใคร ซึ่งก็ตรงกับคอนเซปต์คำว่าฟาสต์ฟู้ดในปัจจุบัน อาหารทุกอย่าง จะถูกตระเตรียมอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถเสิร์ฟได้เร็วทันใจภายใน 1 นาที แถมราคายังถูกมาก ไม่มีที่นั่งในร้าน แต่จะเสิร์ฟในจานกระดาษพร้อมช้อนส้อมพลาสติก ใครจะเชื่อว่าไอเดียสุดบรรเจิดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อ 80 ปีที่แล้ว

กระนั้น ถ้าไม่ได้วิสัยทัศน์ของเซลส์แมนหนุ่มขายเครื่องทำมิลค์เชกอย่าง “เรย์ คร็อค” แมคโดนัลด์คงเป็นแค่ร้านอาหารเล็กๆในอเมริกา ตอนที่ “คร็อค” ไปเจอกับสองพี่น้องแมคโดนัลด์ เขาถึงกับอึ้งในบริการด่วนทันใจ พร้อมวาดฝันใหญ่โตว่าในอนาคตจะต้องมีร้านแมคโดนัลด์ตั้งอยู่หัวถนนของทุกสี่แยก

...

“คร็อค” อายุปาเข้าไป 50 แล้ว เขาไม่เคยประสบความสำเร็จในชีวิต มีสมบัติอย่างเดียวคือเป็นคนถือสิทธิ์จัดจำหน่ายเครื่องทำมิลค์เชกแต่เพียงผู้เดียวในอเมริกา เขาใช้เวลาเกือบ 20 ปี เดินสายขายเครื่องผสมอเนกประสงค์ที่ว่า ช่วงแรกๆทำเงินได้ดี แต่เมื่อเศรษฐกิจตกสะเก็ดทั่วประเทศ ยอดขายก็ตกฮวบฮาบ ในขณะที่กำลังท้อแท้ถอดใจ “คร็อค” ปิ๊งไอเดียหลังได้เจอกับคู่พี่น้องแมคโดนัลด์ ซึ่งสวนกระแสสั่งเครื่องทำมิลค์เชกถึง 8 เครื่องมาขายในร้าน แสดงว่าร้านนี้ต้องขายดีระเบิดระเบ้อ เพราะเครื่องหนึ่งผสมได้พร้อมกัน 5 รสชาติ แปลว่าต้องปั่นมิลค์เชกพร้อมกันทีเดียวถึง 40 แก้ว

ตามประสาคนหัวไว “คร็อค” บึ่งรถมาดูกิจการทันที ตอนนั้นเขาต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะโน้มน้าวให้พี่น้องแมคโดนัลด์เชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ เพราะสองพี่น้องเริ่มขยายสาขาและขายแฟรนไชส์บ้างแล้ว สุดท้ายก็เกลี้ยกล่อมได้สำเร็จ จนพวกเขายอมมอบสิทธิ์การขายแฟรนไชส์ให้ “คร็อค” เพียงผู้เดียว โดยแลกกับการแบ่งเปอร์เซ็นต์ และได้ส่วนแบ่งจากยอดขายรวมของแต่ละสาขา เซลส์แมนวัยดึกประกาศลั่นทุ่งว่า ไม่ว่ากินแมคโดนัลด์ที่ไหนในอเมริกา จะต้องได้รับอาหารและบริการมาตรฐานเดียวกันหมด เขาคือคนแรกๆที่นำระบบบริหารจัดการแบบโรงงานมาใช้อย่างเต็มที่กับธุรกิจร้านอาหาร เพื่อควบคุมคุณภาพและความสะอาด

อย่างไรก็ดี กว่าจะเรียกว่าประสบความสำเร็จกลายเป็นต้นแบบฟาสต์ฟู้ดที่ใหญ่ที่สุดในโลก “คร็อค” ก็ต้องแบกหนี้สินมหาศาลอยู่นานข้ามทศวรรษ และยังต้องต่อสู้กับสองพี่น้องแมคโดนัลด์ ซึ่งไม่ลงรอยกันไปซะทุกเรื่อง สุดท้ายจบปัญหาด้วยการควักกระเป๋าจ่าย “ริชาร์ด” และ “มอริส” ไป 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อขอซื้อกิจการทั้งหมด

คราวนี้เหมือนนกติดปีกบิน นอกจากจะขยายสาขาเป็นร้อยแห่งทั่วประเทศ เขายังนำแมคโดนัลด์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พร้อมสยายปีกขยายกิจการไปทั่วทุกมุมโลกมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญ และวิถีชีวิตแบบแดกด่วน.

มิสแซฟไฟร์