ในที่สุดคดีแย่งชิง “ที่ดินศักดิ์สิทธิ์” ที่ตั้งอดีตมัสยิด “บาบรี” ที่นครอโยธยา รัฐอุตตรประเทศ ทางภาคเหนืออินเดีย ระหว่างชาวมุสลิมกับชาวฮินดูที่ยืดเยื้อมาหลายสิบปีก็ได้บทสรุป

เมื่อคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาตัดสินเอกฉันท์ 5-0 เมื่อ 9 พ.ย. ให้ที่ดินตกเป็นของชาวฮินดูเพื่อสร้างวัดฮินดูบูชาเทพเจ้า “พระราม” ส่วนชาวมุสลิมจะได้รับที่ดินแปลงใหม่เพื่อสร้างมัสยิดแทนที่เก่า

คณะผู้พิพากษาชี้แจงว่าตัดสินตามข้อบทกฎหมายจากหลักฐานของสำนักงานสำรวจโบราณคดีอินเดีย (เอเอสไอ) ที่ระบุว่าใต้ซากมัสยิดบาบรีมีซากโบราณสถานที่ไม่ใช่ของอิสลามอยู่

ศาสนาฮินดูมีอายุกว่า 4,000 ปี ส่วนอาณาจักรอิสลามเข้าไปยึดครองดินแดนในอินเดีย ครั้งแรกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 ปัจจุบันชาวอินเดียส่วนใหญ่ราว 80% นับถือฮินดู และราว 14% นับถืออิสลาม

ชาวฮินดูเชื่อว่ามัสยิดบาบรีถูกสร้างขึ้นทับซากวัดฮินดูซึ่งถูกชาวมุสลิมผู้รุกรานบุกทำลายในคริสต์ศตวรรษที่ 16 แต่ชาวมุสลิมยืนยันว่ามัสยิดบาบรีเป็นศาสนสถานของพวกตนมาหลายชั่วอายุคน จนเดือน ธ.ค.2492 มีชาวฮินดู แอบนำเทวรูป “พระราม” เทพเจ้าฮินดูผู้ยิ่งใหญ่ ไปตั้งที่มัสยิดบาบรีและเริ่มมีชาวฮินดูไปสักการะตั้งแต่นั้น

ชาวฮินดูและมุสลิมฟ้องร้องชิงที่ดินผืนนี้มาตั้งแต่ พ.ศ.2493 กรณีพิพาททำให้ชาวฮินดู บุกเผาทำลายมัสยิดบาบรีในปี 2535 จุดชนวนให้เกิดการจลาจลรุนแรงที่สุด มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน จากนั้น 10 ปี ชาวฮินดูและมุสลิมก็ยื่นฟ้องศาลสูงเมืองอัลลาฮาบัด และเดือน ก.ย.2553 ศาลตัดสินให้แบ่งที่ดินผืนนี้เป็น 3 ส่วนเท่ากัน ให้ชาวมุสลิมส่วนหนึ่ง อีก 2 ส่วนให้ชาวฮินดูนิกายหลักและรอง ศาลยังชี้ว่าที่ดินผืนนี้เป็นสถานที่ประสูติของพระรามและมัสยิดบาบรีสร้างทับวัดฮินดู แต่ปี 2554 ศาลฎีกาสั่งระงับคำตัดสินนี้หลังชาวฮินดูและมุสลิมยื่นอุทธรณ์

...

ก่อนถึงวันพิพากษาล่าสุด ทางการอินเดียใช้มาตรการคุมเข้มป้องกันความรุนแรง นายกรัฐ- มนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำพรรคชาตินิยมฮินดู “ภารติยะ ชนตะ” (บีเจพี) เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพคำตัดสินของศาล อย่ามองว่าใครแพ้ชนะ อยู่ในความสงบ ยึดมั่นในสันติภาพและความสามัคคีเพื่อยุติความรุนแรง

หวังว่าคดีนี้จะ “จบจริง” ไม่ใช่แค่ “จบชั่วคราว”!

บวร โทศรีแก้ว