กลุ่มเพื่อนสนิท จัดวิ่งเคปทาวน์ มาราธอน รณรงค์ปลูกต้นไม้พื้นถิ่น แทนพันธ์ุต่างถิ่นในแอฟริกาใต้ หวังสู้ภัยแล้ง ภาวะโลกร้อน หลังจากปีก่อน เมืองเคปทาวน์ เจอภัยแล้งรุนแรงสุดในรอบ 100 ปี

เมื่อ 16 ก.ย.62 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กลุ่มเพื่อนสนิทผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต 20 คน ซึ่งมีทั้งนักวิสาหกิจ นักบัญชี และผู้บริหารวงการมวย ท่ีเกิดหรือเติบโตในเมืองเคปทาวน์ เมืองใหญ่อันดับ 3 ศูนย์กลางด้านนิติบัญญัติของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ นำโดย นายซิยาบูเลลา โซโคมานิ นักธุรกิจวัย 34 ปี ได้จัดงานวิ่ง “เคปทาวน์ มาราธอน” ท่ีมีเอกลักษณ์เฉพาะขึ้นเมื่อ 15 ก.ย. ท่ีผ่านมา

นักวิ่งทั้ง 20 คนนี้ผูก “ต้นอ่อน” ของต้นไม้พื้นเมืองต่างๆ ติดไว้ท่ีหลังขณะวิ่งด้วย จุดประสงค์ของการวิ่งมาราธอนครั้งนี้ ก็เพื่อส่งเสริมการปลูกต้นไม้พันธุ์พื้นถิ่นของเมืองเคปทาวน์ แทนต้นไม้พันธุ์ต่างถิ่น เพื่อต่อสู้ภัยแล้งและสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรือภาวะโลกร้อน ซึ่งรัฐบาลแอฟริกาใต้กำลังรณรงค์อยู่ทั่วประเทศเช่นเดียวกัน หลังจากปีท่ีแล้ว เมืองเคปทาวน์เกิดภัยแล้งรุนแรงท่ีสุดในรอบ 100 ปี ประชาชนขาดน้ำเกือบสิ้นเชิง จนรัฐบาลต้องจัดการปันส่วนน้ำ และตั้งจุดบริหารจัดการน้ำสาธารณะขึ้น

การวิ่งมาราธอนครั้งนี้มีขึ้น หลังกลุ่มนักธุรกิจท่ีตื่นตัวเรื่องภัยแล้งและภาวะโลกร้อนระดมเงินถึง 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 93 ล้านบาท) ตั้งกองทุนเพื่อกำจัดต้นไม้พันธุ์ต่างถิ่นท่ีดูดน้ำในปริมาณสูงมาก คาดว่าการกำจัดต้นไม้ต่างถิ่นจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำได้หลายพันธุ์ล้านลิตรทีเดียว

โซโคมานิและเพื่อนๆ ช่วยระดมทุนปลูกต้นไม้พื้นถิ่นแล้ว 2,000 ต้นในเมืองเล็กๆ ชื่อคาเยเลตชา หนึ่งในชุมชนท่ีใหญ่ท่ีสุดในเมืองเคปทาวน์ โดยโซโคมานิเผยว่าตนเคยเรียนในโรงเรียนท่ีเมืองนี้ และได้รับแรงบันดาลใจจากครูท่านหนึ่งซึ่งตั้งชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมขึ้น แต่ปัจจุบัน แทบไม่มีต้นไม้เหลืออยู่ในเมืองนี้เลย โซโคมานิยังสักรูปต้นไม้พื้นเมืองต่างๆ ไว้ท่ีไหล่ รวมทั้งต้นอาคาเซีย ต้นทองหลาง และต้นสายรุ้งหรือสเปคบูม

สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า ต้นสเปคบูมเป็นต้นไม้ท่ีเติบโตได้ในเกือบทุกพื้นท่ี และสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศได้เร็วยิ่งกว่าต้นไม้อื่นๆ ในสภาพอากาศแห้งแล้ง ขณะที่องค์กร Global Forest Watch (องค์กรสอดส่องป่าไม้โลก) แห่งสถาบันทรัพยากรโลก (World Resource Institute) ระบุว่า ในช่วงพ.ศ.2544 - 2561 แอฟริกาใต้สูญเสียพื้นท่ีป่าไม้ไปมากมายถึง 1.34 ล้านเฮคตาร์ (ราว 8.375 ล้านไร่) ซึ่งลดลงจากปี 2543 ถึง 22% และเป็นสาเหตุสำคัญของภัยแล้ง.