คอนเซปต์ “พิฆาตรถถัง” (Tank Destroyer) เริ่มถือกำเนิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รูปแบบการรบได้เปลี่ยนจากทหารราบ ออกนำ กลายเป็นรถถังบุกทะลวงเจาะแนวรบ
โดยเป็นการประยุกต์จากประสบการณ์ในสมรภูมิ หลังกองทัพเยอรมันพบว่า รถถังแพนเซอร์ของตัวเองในขณะนั้น ซึ่งใช้ป้อมปืนขนาด 20 มม. และ 50 มม. ไม่เพียงพอที่จะยิงเจาะเกราะรถถังของฝ่ายสัมพันธมิตร ต้องใช้วิธีบุกเข้ายิงในระยะใกล้ ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสีย
จึงเป็นที่มาของการออกแบบรถถังเพื่อปราบรถถัง อย่างรุ่นสตุก (Stug) ที่นำปืนลำกล้องยาวเพิ่มการทะลุทะลวงขนาด 75 มม. มาติดบนตัวถัง ถึงข้อเสียคือปืนมีขนาดหนัก ไม่สามารถสร้างเป็นป้อมปืนหมุนรอบตัวเองได้ ต้องใช้วิธีหมุนไปทั้งคัน แต่ผลลัพธ์ก็สำเร็จด้วยดี นายทหารรถถังประเภทนี้แข่งกันทำสถิติเก็บแต้มรถข้าศึก
อย่างไรก็ตาม จากการพัฒนารถถังให้ติดปืนขนาดใหญ่ได้ และการพัฒนาจรวดต่อต้านรถถังในช่วงยุคหลังสงคราม ได้ทำให้รูปแบบการพิฆาตรถถังเปลี่ยนไปในที่สุด กลายเป็นยานเกราะหรือยานยนต์พิฆาตรถถังแทน หรือให้เข้าใจง่ายคือ ยานพาหนะที่ติดมิสไซล์ต่อต้านรถถังนั่นเอง
ในสมรภูมิ “ซีเรีย” มีรถถังถูกจรวดต่อต้านเปิดกระป๋องเป็นว่าเล่น จนมองกันว่ารถถังหมดความน่าเกรงขามไปมากโข กระนั้นก็สามารถแย้งได้หรือไม่ว่า การรบในซีเรียเป็นแบบประปรายและจำกัดวง ใช้รถถังยิงสนับสนุนเพียง 2-3 คัน ไม่ได้บุกหน้ากระดานกันเป็นกองพันเหมือนยุคสงครามเต็มรูปแบบ
ไม่นานมานี้ รัฐบาลโปแลนด์ได้เปิดประมูล ออกแบบรถพิฆาตรถถังรุ่นใหม่ โดยกำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า ต้องมีขีดความสามารถในการต่อต้านขบวนรถถังจำนวนมหาศาล ซึ่งค่อนข้างชัดว่ามาจากความกังวลด้านสถานการณ์ความมั่นคงพรมแดนกับรัสเซีย และโปแลนด์ยังเป็นสมาชิกนาโตเจ้าใหญ่ (NATO) ที่อยู่ใกล้ที่สุดในการรับมือ “เหตุไม่คาดฝัน” ในยุโรปตะวันออก
...
สำหรับไทยเอง ถึงมีความเสี่ยงต่ำต่อการเผชิญศึกรถถังในภูมิภาค แต่ก็ถือมีความพร้อม เพราะอย่างยานเกราะบีทีอาร์ (BTR) หรือสไตรเกอร์ (Stryker) ที่เพิ่งถอยมาไม่นาน ก็สามารถอัปเกรดให้เป็นรูปแบบพิฆาตรถถังได้ทั้งสิ้น.
ตุ๊ ปากเกร็ด