แม้ไม่ค่อยมีใครกล้าวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ทว่าในการสนทนาเราก็พอจะสัมผัสถึงความกังวลใจของคนจีนบางคนที่มองว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไม่นิ่ง ไม่นุ่มนวลเหมือนประธานาธิบดี 2 คนก่อนหน้านี้คือเจียง เจ๋อหมิน และหู จิ่นเทา

บางท่านบอกว่านายสีสร้างศัตรูเอาไว้เยอะเกินไป โดยเฉพาะศัตรูในประเทศที่โดนเข้าคุกและถูกประหารชีวิต ทุกคนล้วนมีพรรคพวกเพื่อนฝูงที่คบหาสมาคมกันมายาวนาน แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่ในภวานุภพก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำให้นายสีเป็นประธานาธิบดีได้ตลอดชีวิต รัฐธรรมนูญที่แก้ไขทำให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังรอจะก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งใหญ่ต้องหยุด

บางคนมองว่าสถานการณ์ตอนนี้เหมือนสมัยที่นายฮั่ว กว๋อเฟิง เป็นผู้บริหารประเทศ ความไม่นิ่งทำให้สถานการณ์ขณะนั้นวุ่นวาย โชคดีที่มีคนอย่างนายเติ้ง เสี่ยวผิง คอยแก้ไขสถานการณ์ ไม่เช่นนั้น แผ่นดินจีนอาจจะแตกกระจายล่มสลายแบบเดียวกับสหภาพโซเวียตก็ได้

นายฮั่วได้รับเลือกตั้งให้เป็นกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นสมาชิกโปลิตบูโร เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ร่วมงานกับนายเติ้ง ในการพัฒนานโยบายสี่ทันสมัย เมื่อนายโจว เอินไหล ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ 8 มกราคม 2519 นายฮั่วได้รับแต่งตั้งให้เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี ช่วงนี้มีการประท้วงเผารถยนต์และทำลายสถานที่รัฐบาล สื่อมวลชนจีนสมัยนั้นโจมตีว่าเป็นฝีมือนายเติ้ง นายเติ้งจึงถูกปลดจากตำแหน่งในพรรคและรัฐบาล เหลือเพียงสถานะการเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น ส่วนนายฮั่วได้เลื่อนเป็นรองประธานพรรคและเป็นนายกรัฐมนตรี

9 กันยายน 2519 ประธานเหมา เจ๋อตง ถึงแก่อนิจกรรม นายฮั่วได้ขึ้นเป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเป็นประธานกรรมาธิการกลางทหาร นายฮั่วมีอำนาจเต็มที่ แต่ที่ไม่ปังเพราะแกไม่นิ่ง ชอบพูด ชอบไปต่างประเทศ ไปเยือนเยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิหร่าน

...

นายฮั่วกับนายสีเหมือนกันด้านความขยันสร้างศัตรู เมื่อมีอำนาจสูงสุดแล้วนายฮั่วสร้างความนิยมให้ตัวเองด้วยการสั่งจับนายเจียงชิง ภรรยาของนายเหมา และสมาชิกแก๊งสี่คน นายฮั่วสั่งให้ติดรูปของแกคู่กับประธานเหมาทุกแห่ง แม้แต่ตามโรงเรียนก็ต้องมีรูปแก

เพื่อนฝูงของคนที่โดนนายฮั่วกระทำย่ำยีรวมตัวกันอย่างเงียบเชียบเพื่อต่อต้านนายฮั่ว โดยเฉพาะเพื่อนนายเติ้งที่ต่อต้านนโยบายของนายฮั่วทุกด้าน และค่อยๆวางแผนให้นายเติ้งกลับมามีอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์ และสามารถคุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในบั้นปลายท้ายที่สุด ทว่าก่อนหน้านี้ ไม่มีใครคิดครับ ว่านายฮั่วจะหมดอำนาจจากความไม่นิ่งและการสร้างศัตรู

นายเติ้งมีบุคลิกคนละอย่างกับนายฮั่วและนายสี แกเป็นคนเงียบ ไม่ค่อยพูด แต่ทำจริง สะสมบารมีด้วยการช่วยเหลือและสร้างคน เมื่อมีอำนาจ นายเติ้งไม่ยอมเป็นประธานพรรคและนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง ทว่าให้นายจ้าว จื่อหยาง เป็นนายกฯ และนายหู เย่าปัง เป็นประธานพรรค ส่วนนายเติ้งรับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกลางทหาร

บั้นปลายท้ายชีวิตของนายฮั่ว แกถูกลดตำแหน่งไปเป็นรองประธานพรรค พอถึง พ.ศ.2525 ตำแหน่งรองประธานพรรคก็ถูกยกเลิก นายฮั่วจึงขาลอย ต้องเดินยังกระย่องกระแย่งไปขอลาออกจากการเป็นสมาชิกโบลิตบูโร เพราะถ้าไม่ลาออก ก็มีโอกาสโดนไล่ แต่ก็ยังมีการให้เกียรติโดยให้ไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการกลางพรรคจนถึง พ.ศ.2545

นายฮั่วถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ 20 สิงหาคม 2551 ห้วงนั้น จีนเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกอยู่พอดี จึงไม่มีใครสนใจทำงานศพนายฮั่วให้ยิ่งใหญ่สมกับคนที่เคยมีตำแหน่งสำคัญในพรรคและในรัฐบาล

มีคนกลัวว่าชะตานายสีจะคล้ายนายฮั่ว

ทว่าถ้าจีนรั่วอีกคราวนี้

จะไม่มีคนอย่างนายเติ้งคอยประคองชาติ

คนจำนวนไม่น้อยกังวลใจในเรื่องนี้.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com