ข่าว
100 year

วารสารศาสตร์สู้ Fake News

บวร โทศรีแก้ว4 ส.ค. 2562 05:01 น.
SHARE

(ภาพ) ต้นตำรับ – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ผู้ทำให้ศัพท์คำว่า “Fake News” ฮิตไปทั่วโลก เมื่อเขามักโจมตีสื่อมวลชนที่วิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีตนเองว่าเป็นพวกปล่อยข่าวลวงข่าวปลอม หรือ Fake News แต่เจ้าตัวกลับเป็นผู้แพร่ข่าวลวงเสียเอง (รอยเตอร์)


ในโลกยุคดิจิทัล ซึ่งอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียครองโลก ปัญหาข่าวลวงหรือข่าวปลอม (Fake News) เป็นความท้าทายอันใหญ่หลวง ซึ่งทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อกระแสหลัก ไปจนถึงภาคการศึกษา โดยเฉพาะสาขาวิชา “วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน” (Journalism) พยายามหาทางแก้อย่างยากลำบาก

เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มีการประชุม “สภาการศึกษาวารสารศาสตร์โลก” (World Journalism Education Congress) นาน 3 วันที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้หัวข้อ “การสอนวารสารศาสตร์ในยุคดิสรัปชัน” (Teaching Journalism During a Disruptive Age)

การประชุมครั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญ นักการศึกษา และนักวิจัยกว่า 600 คนจาก 70 ประเทศเข้าร่วม ไล่ตั้งแต่สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย ไปจนถึงบังกลาเทศ ยูกันดา กานา ฯลฯ เพื่อหาวิธีต่อสู้ Fake News

ที่ประชุมมีการระดมสมอง แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางเข้มข้นในทุกมิติ และเห็นตรงกันว่า ทุกประเทศเผชิญความท้าทายอันเดียวกัน ต่างกันที่รายละเอียดเท่านั้น

นางกิฟตี แอพเพียห์-แอดเจอี จากมหาวิทยาลัยการศึกษากานา ประเทศกานา เผยต่อสำนักข่าวเอเอฟพีว่า มูลเหตุจูงใจในการผลิต Fake News มีหลากหลาย ทั้งมีจุดประสงค์ทางการเมือง หรือ สร้างข่าวลวงข่าวปลอมเพื่อสร้าง “ยอดวิว” มากๆ เพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน ไปจนถึงเพื่อความสนุกสะใจเท่านั้น!

เธอชี้ด้วยว่า การศึกษาวารสารศาสตร์ในมิติใหม่ คือวิถีทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการต่อสู้กับปัญหา Fake News แม้วิธีการตรวจจับและสู้ Fake News แทบไม่มีการสอนเป็นหลักสูตรเดี่ยวๆในภาควิชาวารสารศาสตร์ของมหาวิทยาลัยใดๆ จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้

นางคามิลลา นิกมาตุลลินา ศาสตราจารย์อาวุโสแห่งมหาวิทยาลัยรัฐเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กในรัสเซีย เผยว่า การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสารมักเป็นแค่ส่วนหนึ่งในหลักสูตรวิชาวารสาร– ศาสตร์เท่านั้น แต่ในยุคนี้ข่าวลวงข่าวปลอม รวมทั้งวิดีโอและรูปภาพปลอมทวีความสลับซับซ้อน จึงจำเป็นต้องมีวิธีการต่อสู้ใหม่ๆด้วย มิฉะนั้นไม่มีทางจับได้ไล่ทัน Fake News ได้เลย

นิกมาตุลลินายังเสนอแนวคิดน่าสนใจว่าการต่อสู้กับ Fake News โดยใช้ “เทคโนโลยี” รวมทั้งปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เป็นหลักนั้นไม่ใช่ทางออก และไม่จำเป็นต้องพัฒนาหลักสูตรใหม่เพื่อต่อสู้ Fake News แต่ภาควิชาวารสารศาสตร์ควรร่วมมือกับภาควิชาอื่นๆ ในการวิจัยอย่างครบวงจร เพื่อให้เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งถึงรากเหง้า ตัวอย่างเช่น ร่วมมือกับภาควิชา “ประสาทวิทยา” เพื่อวิจัยว่าเหตุใดผู้คนจึงตัดสินใจแชร์ข้อมูลข่าวสารบางอย่าง

ส่วนเป่ยฉิน เฉิน ศาสตราจารย์ภาควิชาวารสารศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนานาชาติศึกษาเซี่ยงไฮ้ เผยว่า แม้แต่ในจีนซึ่งรัฐบาลควบคุมสื่อสุดเข้มงวดโดยเปิดเผย ก็ยังมีปัญหาเช่นเดียวกัน โดย Fake News แทรกซึมเข้าไปในสื่อดั้งเดิมผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่าง “เหว่ยป๋อ” และ “วีแชต” หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆได้

เหยื่อข่าวปลอม – นางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พรรคเดโมแครต หนึ่งในผู้ตกเป็นเหยื่อ Fake News ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (เอเอฟพี)

ตัวอย่างเช่น เมื่อมีใครโพสต์ Fake News ลงในเหว่ยป๋อ บ่อยครั้งที่มันถูกโพสต์ซ้ำโดยบัญชีผู้ใช้ของหนังสือพิมพ์กระแสหลักในเหว่ยป๋อโดยไม่รู้ว่าเป็นข่าวปลอม จากนั้นสื่อกระแสหลักอื่นๆ ก็จะนำ Fake News นี้ไปโพสต์ต่อๆกัน ดังนั้น สื่อกระแสหลักจึงมีบทบาทสำคัญที่สุดในการยืนยันและเผยแพร่ Fake News ในจีน

ศ.เป่ยฉิน เฉิน เผยด้วยว่า ภาควิชาวารสารศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆของจีน มีหลักสูตรสอนการตรวจเช็กความจริงของข้อมูลข่าวสารอยู่บ้างแต่เนื้อหาสาระทางวิชาการที่เรียนกันอยู่ในปัจจุบันนั้นมักมีพื้นฐานจากการวิจัยของประเทศอื่นๆ ดังนั้นจีนยังต้องพัฒนาหลักสูตรต่อสู้ Fake News ของตัวเองอีกมาก

ส่วนสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งพยายามต่อสู้กับ Fake News อย่างจริงจัง “สมาคมฝึกอบรม วารสารศาสตร์แห่งยุโรป” (EJTA) ก็จัดโครงการให้นักศึกษาภาควิชาวารสารศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกือบ 20 แห่งใน 13 ประเทศเข้าร่วมการวิจัยตรวจสอบความจริงของบทความต่างๆในช่วงก่อนการเลือกตั้งอียูที่ผ่านมา

นาเดีย วิสเซอร์ส จากมหาวิทยาลัยอาร์เทซิส แพลนทิจน์ ในเบลเยียม ผู้จัดการโครงการนี้เผยว่า เป้าหมายหนึ่งก็คือให้นักศึกษาแยกแยะความแตกต่างระหว่าง “Misinformation” (ข้อมูลผิดที่ถูกเผยแพร่โดยไม่มีเจตนาสร้างความเสียหาย) กับ “Disinformation” (ข้อมูลผิดที่ถูกเผยแพร่โดยมีเจตนาโกหกและเพื่อให้มีอิทธิพลต่อผู้คน)

ผลการวิจัยนี้ในเรื่องผู้อพยพ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และเบร็กซิต สามารถจัดระดับข้อมูลข่าวสารที่ผิดได้เป็น “ส่วนใหญ่จริง”,“ส่วนใหญ่ผิด”, “ผิด” และ “ไม่สามารถตรวจสอบได้” แต่โครงการนี้มีงบประมาณน้อยมาก เพราะปฏิเสธที่จะรับเงินสนับสนุนจากโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง “เฟซบุ๊ก” หรือ “กูเกิล” ที่ถูกโจมตีว่าไม่ควบคุม Fake News เท่าที่ควร เพราะมีผลประโยชน์ด้านการเงินการค้ามหาศาล

จะว่าไปแล้ว ผู้ที่ทำให้วลี “Fake News” โด่งดังไปทั่วโลกคนแรกๆ ก็คือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งมักด่าคู่อริทางการเมืองและสื่อที่โจมตีตนว่าเป็น Fake News แต่เขาก็เผยแพร่ Fake News เสียเอง

รวมทั้งเมื่อเดือน พ.ค.ปีนี้ ทรัมป์รีทวีตวิดีโอปลอมที่ถูกตัดต่อให้เห็นนางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนฯ พรรคเดโมแครต คู่อริ พูดจาตะกุกตะกักและพูดคำบางคำผิดๆ โดยทรัมป์ผสมโรงชี้ว่าเธอเป็นคนพูดติดอ่าง ทั้งที่ใครก็รู้ว่าไม่จริง

เมื่อระดับผู้นำโลกเป็นเสียเองอย่างนี้ การแก้ปัญหา Fake News คงยากเอาการ!

บวร โทศรีแก้ว

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวปลอมFake Newsวารสารศาสตร์โดนัลด์ ทรัมป์แนนซี เปโลซี7วันรอบโลกบวร โทศรีแก้ว

คุณอาจสนใจข่าวนี้