ปัญหาคนติดมือถือและคอมพิวเตอร์มีกันทั่วโลกตามยุคตามสมัย เช่นเดียวกับอิตาลีเลยต้องหาทางแก้ด้วยการร่าง ก.ม.ขึ้นมาป้องกันและรักษาปรากฏการณ์ที่เรียกว่าอาการกลัวไม่ได้เล่นสื่อสังคมออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน ส่งข้อความออนไลน์ (no–mobile–phone phobia หรือ nomophobia)
และน่าห่วงที่สุดคือกลุ่มเยาวชน เรื่องนี้รัฐบาลอิตาลีมองไม่ต่างจากปัญหาคนติดพนัน ต้องมีกฎหมายมาควบคุมเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งในร่าง ก.ม.เสนอโครงการให้ความรู้ผู้ปกครอง ประเมินลูกหลานว่าขนาดไหนถึงเรียกว่าติดมือถือและขนาดไหนคือไม่ติด รวมทั้งวางกรอบการใช้อินเตอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย...ขอให้ผ่านสภาฯ แล้วกันครับท่าน!
แล้วประเทศอื่นๆ มีมาตรการรับมือหรือป้องกันอันตรายให้กลุ่มคนติดมือถือบ้างหรือไม่... คำตอบคือพอมีบ้าง เช่น สิงคโปร์ ใช้มาตรการนำร่องเตือนพวกสมาร์ทโฟนซอมบี้ด้วยวิธีทำสัญลักษณ์ทาสีเหลืองพร้อมข้อความ Look up โดยมีรูปมือถือถูกขีดกากบาท เป็นการห้ามใช้มือถือตรงสี่แยกและทางเข้าสถานีรถไฟฟ้าอัง มอ เกียว พร้อมป้ายเตือนขนาดเล็กติดกับสัญญาณไฟจราจร รอประเมินผลได้ผลเสียเพื่อพิจารณาขยายจุดดำเนินการสู่พื้นที่อื่นๆต่อไป
มาตรการเตือนภัยพวกสมาร์ทโฟนซอมบี้หรือสมอมบีส์ (smartphone zombies or smombies) ที่อื่นๆ เช่น เมืองอิลซาน เกาหลีใต้ ติดไฟกะพริบที่ทางข้ามเตือนทั้งผู้ใช้มือถือและผู้ขับขี่ยานยนต์ หวังลดอุบัติเหตุ และยังมีแผนบี ทำไฟแดง เหลือง เขียว บนทางเท้าและแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชันในมือถือที่ถือกันอยู่นั่นเอง
เทลอาวีฟ อิสราเอล ติดสัญญาณไฟแอลอีดี เตือนภัยตามสี่แยกคนข้ามพลุกพล่าน สีแดงให้หยุด สีเขียวข้ามได้, เมืองบอเดอกราเวน เนเธอร์แลนด์ ติดสัญญาณไฟแดงไฟเขียวที่ฟุตปาทตรงทางม้าลาย, เมืองเอาก์สบวร์ก เยอรมนี ติดสัญญาณไฟจราจรฝังพื้นถนนตรงทางข้ามอัน เป็นมาตรการเหมือนกับที่ เมืองโคโลญ ใช้
ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ แห่งสยามเมืองยิ้ม ก็ทำทางเท้าให้เป็นเลนผู้ใช้มือถือโดยเฉพาะ ไม่ต้องให้ใครห่วง และแห่งสุดท้ายคือเมือง ฉงชิ่ง ของจีน ทำทางเท้าให้ผู้ใช้มือถือเดินแยกคนละช่องกับคนทั่วไป บริเวณถนนชาวต่างชาติ ชื่อของถนนคนเดิน แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง...ถือว่าหลากหลายในปัญหาเดียวกัน.
เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์