...ประเมินตัวเลข “หัวรบนิวเคลียร์” ทั่วโลก ปัจจุบันมีมากราว 13,865 หัวรบ ชาติมหาอำนาจครอบครองหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดคือ รัสเซียกับสหรัฐฯ รวมแล้วมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน อินเดีย ปากีสถาน อิสราเอลและเกาหลีเหนือ

ปริมาณการครอบครอง “หัวรบนิวเคลียร์” ทั้งโลกมากที่สุดอยู่ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 จำนวนกว่า 70,000 หัวรบ แต่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายหลังการร่วมลงนามข้อตกลง New START Treaty ระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซียเมื่อช่วงปี 2553 ทำให้ทั้งสองชาติพยายาม “ลดจำนวน” ครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ลงอย่างมาก

รายงานประจำปีของ SIPRI หรือ “สถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติ สตอกโฮล์ม” ที่สวีเดน ระบุช่วงปีนี้ 2019 ชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ลดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ลงอีกราว 600 หัวรบ ตามข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซีย

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ว่าสหรัฐฯและรัสเซียพยายามลดจำนวนครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ลง แต่ชาติครอบครองนิวเคลียร์อื่นๆ รวมถึงจีน อินเดียและปากีสถาน กลับพยายามเพิ่มจำนวนการครอบครองหัวรบนิวเคลียร์

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่ามหาอำนาจนิวเคลียร์สหรัฐฯและรัสเซียพยายามปรับลดจำนวนครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ลง แต่หัวรบนิวเคลียร์รุ่นใหม่ๆที่ต่างมีอยู่ในครอบครองกลับ “ทันสมัยและร้ายแรง” ยิ่งขึ้น

“บัน กี-มูน” อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องถึงมหาอำนาจชาติครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ให้ “เพิ่มความตระหนัก” ถึงพิษภัยและการครอบครองอาวุธอันตรายนี้ ทั้งเตือนถึง “ความเสี่ยง” และ “ความยุ่งยาก” ของหน่วยงานสหประชาชาติพยายามผลักดันเรื่องนี้มาตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

สภาพการณ์ยิ่งแย่ลง ภายหลังรัฐบาลสหรัฐฯภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนข้อตกลงประนีประนอมเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านเมื่อปีที่แล้ว

ส่วนข้อตกลง START ระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซียกำลังหมดอายุปี 2564 ยังไม่รู้อนาคตต่อไปทิศทางไหน ผนวกคำขู่จากผู้นำสหรัฐฯเมื่อเดือน ก.พ.เตรียมถอนข้อตกลง “สนธิสัญญาขุมกำลังนิวเคลียร์พิสัยกลาง”--INF กับรัสเซีย รัสเซียก็ตอบโต้ด้วยท่าทีเดียวกัน...

อานุภาพ เงินกระแชง