ข่าว
100 year

ส่อง 10 ข้อเท็จจริงสหรัฐอเมริกาโจมตี Huawei เบื้องหลังเหตุสะเทือนวงการ อาจมีอะไรมากกว่าที่คิด

ไทยรัฐออนไลน์24 พ.ค. 2562 16:01 น.
SHARE

“สหรัฐอเมริกาแบนหัวเว่ย” นี่คือประเด็นข่าวที่แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวในวงการมือถือและเทคโนโลยี แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นคือการสร้างแรงกระเพื่อมระดับโลกที่เล่นเอาแทบจะทุกวงการต้องสั่นสะเทือน และพากันตั้งคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ที่ตัดสินใจเพิ่มชื่อของบริษัท “หัวเว่ย” เข้าไปอยู่ในรายชื่อบริษัทที่ห้ามใช้เทคโนโลยีจากบริษัทอเมริกันโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล ทำให้ “กูเกิล” ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐฯ และเป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการยักษ์ใหญ่อย่างแอนดรอยด์ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งนั่นหมายความว่า แบรนด์หัวเว่ย กำลังจะเผชิญหน้ากับวิกฤติเมื่อสินค้าของตนจะไม่สามารถเข้าถึงการอัปเดตต่างๆ ของแอนดรอยด์ และสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่จะวางจำหน่ายในอนาคตไม่สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและบริการจากกูเกิลได้

อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ ถือได้ว่าเป็นขั้นต้นของการเคลื่อนไหวต่างๆ เท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเคสนี้อยู่ตรงที่เหตุผลในการตัดสินใจแบนหัวเว่ยของโดนัล ทรัมป์ ซึ่งหากลองไล่ดูกันเป็นข้อๆ ว่ามันมีข้อเท็จจริงอะไรอยู่เบื้องหลังบ้าง ก็อาจมองเห็นถึงภาพรวมบางอย่างที่สหรัฐอเมริกากำลังวางแผนในศึกการต่อสู้ทางการค้าครั้งนี้

ประการที่ 1 สหรัฐอเมริกากลัวเทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ย?

เป็นที่ทราบกันว่า สำหรับวงการเทคโนโลยี การพัฒนาเป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ดังที่เห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในส่วนของวงการโทรศัพท์มือถือก็มีการรุดหน้าไปอย่างก้าวกระโดด ซึ่งเทรนด์ในอนาคตที่เราเริ่มจะได้ยินหนาหูมากขึ้นก็คือเรื่องของ 5G ที่อย่างไรแล้วก็ต้องมาถึงในอนาคตอันใกล้ ทว่า ผู้ที่นำหน้าในเทคโนโลยีนี้อยู่ไม่ใช่อเมริกาแต่เป็น หัวเว่ย

เทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ยได้รับการยอมรับว่าเป็นเทคโนโลยีชั้นนำระดับต้นๆ ของโลก ซึ่งทางสหรัฐฯ ไม่ต้องการมีคู่แข่งที่มีศักยภาพมากพอที่จะผลิตเทคโนโลยี ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของความมั่นคงของชาติ สิ่งที่สหรัฐอเมริกากลัวคือ หากเทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ยยังคงพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้จีนได้เป็นผู้นำด้านการสื่อสารโทรคมนาคมเบอร์หนึ่งของโลก และนั่นจะทำให้สหรัฐอเมริกาเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาล

ดังนั้น บริษัทที่มีเทคโนโลยีที่จะเป็นภัยต่อสหรัฐอเมริกาจึงควรถูกโจมตี เมื่อมองในภาพรวมแล้ว ทำไมสหรัฐฯ ถึงแบนหัวเว่ย แต่ไม่แบน Lenovo, Xiaomi, Oppo, Vivo เพราะบริษัทเหล่านี้เป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ไม่ใช่เทคโนโลยี 5G ที่สหรัฐอเมริกาต้องการเป็นผู้นำ

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม นักวิชาการของ Chinese Academy of Engineering กล่าวว่าในบรรดาสิทธิบัตรมาตรฐาน 5G นั้น หัวเว่ยถือครองเป็นอันดับหนึ่งของโลก และตอนนี้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนหลายแห่ง ก็มีนวัตกรรมแซงหน้าสหรัฐอเมริกา "การที่สหรัฐอเมริกาแบนหัวเว่ย ไม่ใช่เรื่องความปลอดภัย แต่จริง ๆ แล้วคือไม่ต้องการให้ Huawei ไปไกลเกินกว่านี้”

ประการที่ 2 เมื่อหัวเว่ยเป็นแค่ “หนึ่งในเหยื่อ”

จากคำสั่งขั้นต้นของ โดนัล ทรัมป์ ทำให้เราได้เห็นว่า หลังจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะห้ามไม่ให้บริษัทของสหรัฐฯ อีกจำนวนหนึ่งขายผลิตภัณฑ์ให้กับหัวเว่ย ดังนั้นหัวเว่ยจึงอาจจะเป็นหมากตัวหนึ่งในกระดาน (เหยื่อ) เพื่อสร้างเงื่อนไขต่อรอง ในการเจรจาการค้าของสหรัฐฯ แน่นอนว่าจุดประสงค์นี้ หลักๆ แล้วก็คือต้องการทำให้จีนขาดดุลการค้า รวมไปถึงอาจจะเล็งหวังผลไปสู่การสร้างเงื่อนไข ให้จีนยอมรับข้อตกลงทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนที่กำลังก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว

ประการที่ 3 หวังจัดการที่ “หัว”

สหรัฐอเมริกาเชื่อว่าหัวเว่ยทำหน้าที่เป็นตัวแทนของจีนในหลาย ๆ ด้าน เช่น การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีไปยังอิหร่าน ซึ่งกรณี เมิ่ง หว่านโจว ซีเอฟโอหัวเว่ยถูกจับที่สหรัฐฯ ระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มทั่วไปขณะนี้ เป็นไปได้ที่จะเชื่อว่าการคว่ำบาตรของอิหร่านที่เกี่ยวกับกรณีของ เมิ่ง หว่านโจว  อาจเป็นเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องมากที่สุดในเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ที่มีต่อหัวเว่ย

ในความเป็นจริงแล้วยุโรปรู้สึกเบื่อหน่ายกับนโยบายของประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ และต้องการที่จะถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงเรื่องการจับกุม Meng Wanzhou ซึ่งเหตุการณ์การจับกุม Meng Wanzhou ผู้บริหารของหัวเว่ยโดยสหรัฐอเมริกา นับเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล ซึ่งหากสหรัฐอเมริกามองจากมุมของกฎหมายระหว่างประเทศ จะเห็นได้ว่าวิธีการนี้ค่อนข้างเป็นแบบอย่างที่อันตราย

ประการที่ 4 กรณีหัวเว่ยถูกสงสัยว่าขโมยทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมากในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ

ก่อนหน้านี้ หัวเว่ยถูกกล่าวหาอย่างรุนแรงโดยสหรัฐอเมริกาในข้อหา “ขโมยทรัพย์สินทางปัญญา” เรื่องระบบหุ่นยนต์, T-Mobile และเทคโนโลยีกระจกของสมาร์ตโฟนของ Akhan ซึ่งหลักฐานที่นำเสนอทั้งในสองกรณีว่าหัวเว่ย "จงใจขโมยเทคโนโลยีของอเมริกา" เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตัวเองนั้นยังไม่ชัดเจนนัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็ว ๆ นี้องค์กรร่วมสิทธิบัตรระหว่างประเทศ ได้ประกาศจำนวนการยื่นขอสิทธิบัตร ซึ่งหัวเว่ยเป็นอันดับที่หนึ่งจากจำนวนยื่นขอสิทธิบัตรทั้งหมด จะเห็นได้จากงบการเงินของหัวเว่ยในปี 2018 ต้นทุนการวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ 15 พันล้านดอลลาร์ (ราว 4 แสน 8 หมื่นล้านบาท) คิดเป็น 14.1% ของยอดขายทั้งปี ซึ่งนับได้ว่าเป็นงบในการวิจัยและพัฒนาที่สูงมาก ดังนั้นแม้ว่าหัวเว่ยจะไม่ปฏิเสธ "นำเข้าของเทคโนโลยีตะวันตก" ซึ่งโดยวิธีการที่ไม่ใช่การโจรกรรม แต่เป็นการถ่ายโอนทางเทคนิคและความร่วมมือทางเทคนิคอย่างถูกกฎหมาย

ประการที่ 5 สหรัฐฯ กลัวการคุกคามอุตสาหกรรมตะวันตกจากจีน

สหรัฐอเมริกาเชื่อว่า การที่หัวเว่ยอยู่ในอุตสาหกรรมโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีส่วนเกี่ยวพันกับแทบจะทุกอุตสาหกรรมอย่างลึกซึ้งและหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น และจะคุกคามตลาดอุตสาหกรรมตะวันตกทั้งหมด

อย่างไรก็ตามบริษัทส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและหัวเว่ยไม่ได้มีการแข่งขันโดยตรงที่รุนแรง ตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรม 5G คู่แข่งของหัวเว่ย คือ อีริคสัน และ โนเกีย นั่นคือเหตุผลที่ทำให้บริษัทในสหรัฐอเมริกาเกิดความงงงวย ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ ยุโรปไม่ได้กลายเป็นลัทธิปกป้องการค้าเหมือนสหรัฐฯ (หรือทรัมป์) บรรยากาศทั้งหมดในยุโรปยังยึดมั่นในหลักการตลาดเสรีของ WTO, การเข้าถึงตลาดและความเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน เพื่อป้องกันหัวเว่ย ยุโรปไม่เปิดสู่ตลาดจีน (นั่นคือทำให้อีริคสัน และโนเกีย ทำกำไร)

อย่างไรก็ตาม ตลาดอุปกรณ์โทรคมนาคมเป็นพื้นที่ที่จีนให้ความสำคัญกับการส่งออกสำหรับผู้ผลิตต่างประเทศ จากปี 2009 ถึงปี 2016 ส่วนแบ่งของอีริคสัน ในตลาดอุปกรณ์จีนลดลงจาก 22% เป็น 14% และส่วนแบ่งของ โนเกีย ลดลงจาก 40% เป็น 27% ซึ่งหัวเว่ยเอง ก็มีส่วนแบ่งที่ลดลงเช่นกัน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่สามารถพิจารณาโดยพลการว่า เป็นผลจากการปกป้องตลาดจีนได้ เนื่องจากส่วนแบ่งการตลาดของ ZTE ซึ่งเป็นบริษัทของจีนอีกแห่งหนึ่งก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งการตลาดของหัวเว่ยในประเทศจีนค่อนข้างสอดคล้องกับการขยายตัวของหัวเว่ยทั่วโลก จึงกล่าวได้ว่าจริงๆ แล้ว สหรัฐฯ พ่ายแพ้กลยุทธ์ของหัวเว่ยที่เดินเกมรุกทางการตลาดอย่างรุนแรงจนทางสหรัฐฯ คาดการณ์ไม่ถึง

ประการที่ 6 ผลกระทบลูกโซ่ที่จะเกิดขึ้น

แม้การแบนครั้งนี้จะเป็นการโจมตีโดยตรงสู่หัวเว่ย ทว่า ผลกระทบที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คือแรงกระเพื่อมที่จะส่งต่อไปถึงบรรดาซัพพลายเออร์ที่ดำเนินธุรกิจกับหัวเว่ยอยู่ซึ่งอาจจะต้องสูญเสียตามๆ กันไปอีกจำนวนมาก เพราะหัวเว่ยเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของซัพพลายเออร์จำนวนมากในอเมริกา ผลกระทบห่วงโซ่อุตสาหกรรมจึงมีขนาดค่อนข้างใหญ่ รวมถึงเป็นไปได้ว่าจะรุนแรงเกินกว่าที่คาดคิด และรัฐบาลสหรัฐฯ อาจมีปัญหาในการรับมือกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นสูงที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากสถิติในปี 2018 หัวเว่ยซื้อชิ้นส่วนและส่วนประกอบจาก บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกาจำนวนกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างมากหากจะสูญเสียตรงนี้ไป

หากย้อนไปดูในปี 2018 หัวเว่ยได้ประกาศรายชื่อผู้จัดจำหน่ายหลักในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการรวม 92 รายการ โดยในสหรัฐอเมริกามีจำนวนซัพพลายเออร์ที่ใหญ่ที่สุดรวมถึง Intel, NXP, Qualcomm, Broadcom และอีก 33 บริษัท หลังจากการประกาศข่าวขึ้นภาษีการค้าของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม หุ้นของบริษัทเหล่านี้ทั้งหมดลดลงอย่างมีนัยสําคัญ จำนวนซัพพลายเออร์อันดับสองจากจีน ได้แก่ Lixun Precision, BYD, BOE, AAC และ SF อันดับที่สามคือญี่ปุ่นรวม 11 บริษัท และ 10 บริษัทจากไต้หวัน ผู้สื่อข่าวการเงินได้รับแจ้งว่า ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในสหรัฐฯ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มรายได้เป็นสองเท่าในช่วงต้นปี แต่ในขณะนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น่าจะส่งผลไปในทิศทางตรงกันข้าม และญี่ปุ่นจะกลายเป็นผู้รับผลประโยชน์ ดังนั้นหัวเว่ยจะสูญเสียจริงหรือ?

ประการที่ 7 ความพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ ในตลาดยุโรป

เรื่องหนึ่งที่อาจถูกมองข้าม แต่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ไม่มากก็น้อยคือความจริงที่ว่าสหรัฐอเมริกาได้สูญเสียตลาดการค้าในยุโรปมานานแล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ Michael Pompeo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้เดินทางไปยุโรปเพื่อกระตุ้นให้ประเทศในยุโรปกลาง (โดยเฉพาะฮังการี) ปฏิเสธผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ย ขณะเดียวกันรองประธาน Michael Pence ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น "ภัยคุกคามของหัวเว่ย" ในการประชุมความมั่นคงที่มิวนิกครั้งที่ 55 ในเดือนมีนาคม Richard Grenell เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำเยอรมนี ได้แสดงท่าที “ข่มขู่” ต่อเยอรมนีว่าหากเยอรมนีไม่แยกหัวเว่ย จากซัพพลายเออร์อุปกรณ์ 5G สหรัฐอเมริกาจะไม่เปิดเผยข้อมูลกับเยอรมนี

“ฉันไม่ได้คาดหวังให้เยอรมนีทนต่อแรงกดดันและว่าจะไม่ปิดกั้นหัวเว่ย” Andrus Ansip รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปด้าน Digital Single Market ประกาศในวันที่ 26 มีนาคม ว่าสหภาพยุโรปได้ติดตามปัญหาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับหัวเว่ยอย่างใกล้ชิด และจะเพิ่มการเฝ้าระวัง แต่สหภาพยุโรปจะไม่แบนหัวเว่ยในเครือข่าย 5G และประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง แต่โดยทั่วไปมีความเห็นที่สอดคล้องกับจุดยืนของเยอรมนี

แม้ว่าสหรัฐฯ จะพยายามปราบปรามหัวเว่ยต่อไป อย่างไรก็ตามแถลงการณ์ของเยอรมนีและสหภาพยุโรปได้ประกาศความพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ ในสนามรบยุโรปอย่างชัดเจน เพราะประการแรก ถ้ายุโรปกำหนดเป้าหมายเป็นหัวเว่ย จีนก็จะกำหนดเป้าหมายเป็นโนเกีย และอีริคสันด้วย เพราะทั้งคู่มีสัดส่วนมากกว่า 10% ของรายได้ทั่วโลก ตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญ หลังจากชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย หากยุโรปตอบสนองต่อการห้ามของสหรัฐฯ หัวเว่ยก็ไม่จำเป็นต้องเป็นประโยชน์กับทั้งโนเกีย และ อีริคสัน ประการที่สอง หัวเว่ยไม่เพียงมีส่วนร่วมในตลาดอุปกรณ์ 5G ในยุโรปเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากที่จำเป็นต้องใช้พลังของระบบ 5G (เช่นปัญญาประดิษฐ์หรือ AI)

ดังนั้นการชะลอความคืบหน้าของโครงสร้าง 5G นั้นจึงไม่เอื้อต่อบริษัทในยุโรป ที่แข่งขันกันเพื่อหาเค้กก้อนโตรอบใหม่ หัวเว่ยมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในเครือข่าย 4G ในยุโรป และ 5G สามารถเข้ากันกับ 4G ได้สะดวกที่สุดในการใช้อุปกรณ์จากบริษัทเดียวกัน ซึ่งหากไม่ใช้หัวเว่ย การใช้อุปกรณ์โนเกียและอีริคสัน จะมีราคาแพงกว่า และจะใช้เวลามากขึ้นในการแก้ไขปัญหาความเข้ากันได้ ซึ่งจะชะลอความคืบหน้าของการสร้าง 5G ในยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงมีความสมเหตุสมผลที่ยุโรปจะไม่เปลี่ยนแปลงอุปกรณ์พื้นฐานซึ่งจะเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

ประการที่ 8 การสำรองชิ้นส่วนอุปกรณ์อย่างมีนัยสำคัญของหัวเว่ย

ข้อมูลหลายฝ่ายแสดงให้เห็นว่าวิกฤตการณ์ห่วงโซ่อุปทานที่หัวเว่ยกำลังเผชิญอยู่นั้นอาจไม่ร้ายแรงเท่าที่โลกภายนอกจะเผชิญในระยะสั้น หลังจากเหตุการณ์ ZTE เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว หัวเว่ยก็กระตุ้นตัวเองอย่างมาก โดยได้สำรองสินค้าคงคลังนานถึง 6-12 เดือน หัวเว่ยจึงมีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์ระดับล่างและระดับกลาง โดยที่ไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนจากสหรัฐอเมริกา

ในอีกด้านหนึ่งหัวเว่ยมีเทคโนโลยีสำรองในระยะยาว ซึ่งในทางกลับกันหัวเว่ย ได้เพิ่มอะไหล่สำหรับหุ้น โดยรายงานทางการเงินในปี 2018 ของหัวเว่ย แสดงให้เห็นว่ากระแสเงินสดของบริษัท วัดจากกิจกรรมกำลังดำเนินงาน อยู่ที่ 74,559 พันล้านหยวน ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 96,336 พันล้านหยวน โดยในกรณีนี้ กัว ผิง ประธานกรรมการบริหารของหัวเว่ย กล่าวว่า “หัวเว่ยได้เพิ่มการลงทุนด้าน R&D และเพิ่มสินค้าคงคลังเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต”

ผู้ปฏิบัติงานอาวุโสใกล้กับ Intel ยืนยันกับผู้สื่อข่าว Caijing ว่าหัวเว่ย ได้เพิ่มการนำเข้าชิ้นส่วนอย่างมีนัยสำคัญเมื่อปีที่แล้ว คาดว่าปริมาณสำรอง จะสามารถสนับสนุนการทำงานปกติของหัวเว่ยเป็นเวลาหนึ่งถึงสองปีหลังจากนี้ ซึ่งอาจจะไม่กระทบกับแผนการโดยรวมมากนัก อีกทั้งด้วยเทคโนโลยีที่มีในมือจากงบ R&D จำนวนมากในช่วงปีหลังๆ จึงน่าจะมั่นใจได้ว่าหัวเว่ยคาดการณ์ถึงความไม่แน่นอนเหล่านี้เอาไว้แล้ว และก็มีแผนรับมืออยู่แล้วเช่นกัน

ประการที่ 9 จำนวนลิขสิทธิ์ในมือของหัวเว่ย

แม้ในตลาดวงการ เราจะคุ้นชื่อหัวเว่ยจากผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือ แต่ในหลังบ้านที่ผู้บริโภคทั่วไปไม่ทราบนั้น หัวเว่ยคือแบรนด์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เทคโนโลยีจำนวนมาก หัวเว่ยเป็นผู้ผลิต PV อินเวอร์เตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเช่นเดียวกับชิป Hisilicon ผู้ผลิตระบบรักษาความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้จัดจำหน่ายชิปรายใหญ่ที่สุดคือ Hisilicon ซึ่งคล้ายกับชิปสมาร์ททีวี HiSilie ยังคิดเป็นสัดส่วนที่สูง ชิปประเภทนี้มีกระบวนการระดับไฮเอนด์ตั้งแต่การออกแบบการผลิตไปจนถึงการบรรจุภัณฑ์ในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ขายผลิตภัณฑ์ใดๆ เลยก็ยังสามารถมีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ที่สามารถสูงได้มากกว่า 10 พันล้านดอลลาห์สหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิขสิทธิ์เทคโนโลยีพื้นฐานของระบบ 4G และ 5G ที่บริษัทอื่นๆ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

นอกจากนี้หัวเว่ยยังมีสต๊อกสินค้าจำนวนมาก ทำให้ผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือของหัวเว่ยจะยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ทั่วโลก ไม่เพียงแต่รายได้จากการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ แต่ยังรวมถึงรายได้จากเครือข่ายธุรกิจของระบบไม่ว่าจะเป็น การดาวน์โหลดซอฟต์แวร์, แอปพลิเคชันและผลประโยชน์ที่นำไปสู่การพัฒนา ซึ่งหัวเว่ยจะได้รับส่วนแบ่งโดยทั่วไปมากกว่า 30% โดยเฉพาะเกมที่ดาวน์โหลดจากหัวเว่ย, การเติมเงินในแอปพลิเคชันเกม จะกลายเป็นแหล่งรายได้ขนาดใหญ่ นอกจากนี้หัวเว่ย จะมีส่วนแบ่งรายได้ ส่วนอื่นๆ เช่น Huawei Pay และแอปพลิเคชั่นอื่นๆ ของหัวเว่ยก็สามารถสร้างประโยชน์ให้กับหัวเว่ยได้เช่นกัน อีกทั้งหุ้นทั่วโลกของโทรศัพท์มือถือของหัวเว่ยอย่างน้อยหลายร้อยล้าน ก็เป็นหนึ่งในแหล่งกำไรของหัวเว่ยด้วยเช่นกัน

ประการที่ 10 การเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในตลาดโลก

ข้อนี้อาจจะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องจับตามองและลงมือโดยทันทีก่อนที่จะสายไป เช่นเดียวกับคราวของ ZTE ซึ่งถูกแบนและคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ในปี 2018 อย่างไรก็ตามหลังจากที่ ZTE ถูกแบนและถูกคว่ำบาตร เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและซีอีโอหัวเว่ย ได้ประสานคำสั่งให้กระทรวงยุติธรรมและ ZTE ทำการไกล่เกลี่ยอย่างครอบคลุมและคดีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ ZTE ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาถูกยกเลิก โดย เหริน เจิ้งเฟย ได้เขียนจดหมายถึงพนักงานโดยมีใจความกล่าวถึงเรื่องการห้ามโจมตี ZTE ที่ถือได้ว่าเป็นคู่แข่งขันกันอยู่ “ในการแข่งขัน ในตลาดเราเป็นคู่แข่งที่สามารถเผชิญหน้ากับศัตรูได้ แต่เมื่อลำบากเราถือว่าเป็นสหายกัน” กล่าวได้ว่าเป็นทัศนคติที่น่านับถือจากหัวเรือใหญ่ที่ไม่เคยมองพี่น้องร่วมแผ่นดินเป็นศัตรูกันอย่างแท้จริง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าจากข่าวที่ออกมา และกระแสการโจมตีอย่างรุนแรงที่มีต่อหัวเว่ยโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ โดนัล ทรัมป์ นั้นย่อมสร้างความหวั่นวิตกให้กับผู้บริโภคและลูกค้าของหัวเว่ยไม่น้อย อย่างไรก็ตาม จากข้อเท็จจริงต่างๆ ก็พอจะทำให้มองเห็นภาพโดยกว้างว่านี่คือการต่อสู้ทางการตลาดที่ฝั่งสหรัฐฯ จงใจส่งสัญญาณเพื่อขัดขวางการรุดหน้าของเทคโนโลยีที่เป็นของจีน ทว่า การยืนหยัดต่อสู้ในครั้งนี้น่าจะยิ่งทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ยิ่งขึ้นว่าความต้องการของสินค้าต่างๆ ในตลาดจะยังคงได้รับการตอบสนองเช่นเดิมจากการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งโดยการทุ่มงบประมาณ R&D ไปเป็นจำนวนมาก และการสำรองชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากไว้เพื่อรับมือล่วงหน้า

และในท้ายที่สุด จากการเคลื่อนไหวครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคเห็นได้ชัดเจนคือ เราจะมั่นใจอีกต่อไปได้อย่างไรในการเลือกใช้สินค้าจากสหรัฐอเมริกา ที่แม้ว่าจะเป็นเจ้าของเทคโนโลยีสำคัญจำนวนมาก แต่หากวันหนึ่งวันใดที่คู่ค้าเกิดขัดผลประโยชน์พวกเขาขึ้นมา ก็พร้อมจะโดนทำลายทันทีอย่างไม่มีเหตุผล และด้วยเหตุนี้ก็อาจทำให้เราต้องจับตามองการตัดสินใจต่างๆ กันอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าที่เคย

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สหรัฐอเมริกาจีนโดนัล ทรัมป์เทคโนโลยี 5GกูเกิลHuaweiหัวเว่ย

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED