ข่าว
100 year

บิ๊กหัวเว่ยยันเอาอยู่ เมินถูกมะกันเล่นงาน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์22 พ.ค. 2562 09:01 น.
SHARE

นายเหริน เจิ้งเฟย ซีอีโอ ผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ย ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนเผยกับสื่อจีนเมื่อ 21 พ.ค. ว่า สหรัฐฯประเมินศักยภาพของหัวเว่ยต่ำไป เครือข่ายสื่อสารไร้สายรุ่นที่ 5 (5 จี) ของหัวเว่ยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยสิ้นเชิง ถ้าพูดถึงเทคโนโลยี 5 จี ภายใน 2 หรือ 3 ปีนี้ ไม่มีบริษัทใดพัฒนาตามทันหัวเว่ยได้

ท่าทีเชื่อมั่นของนายเหรินมีขึ้นหลังบริษัทสืบค้นข้อมูลชื่อดังสัญชาติสหรัฐฯ “กูเกิล” เจ้าของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่นิยมใช้มือถือสมาร์ทโฟนมากที่สุดในโลก ประกาศยุติทำธุรกิจกับหัวเว่ยรวมทั้งการถ่ายโอนซอฟต์แวร์และบริการอื่นๆตามคำสั่งรัฐบาลสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯที่กำลังนำทัพสู้ศึกการค้ากับจีนด้วยการตั้งกำแพงภาษีตอบโต้กันมูลค่านับแสนล้านดอลลาร์ ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่ให้อำนาจผู้นำสหรัฐฯขึ้นบัญชีดำบริษัทที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของสหรัฐฯอย่างยอมรับไม่ได้ ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์มองว่ามุ่งสกัดหัวเว่ยชัดเจนเพราะกลัวว่าจะถูกจีนใช้เป็นเครื่องมือสอดแนมสหรัฐฯซึ่งทั้งจีนและหัวเว่ยปฏิเสธ

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ประกาศคำสั่งห้ามบริษัทสัญชาติอเมริกันขายหรือถ่ายโอนเทคโนโลยีของสหรัฐฯให้หัวเว่ย ต่อมากระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯแถลงเมื่อ 20 พ.ค. ประกาศเลื่อนการบังคับใช้คำสั่งห้ามดังกล่าวออกไปเป็นเวลา 90 วัน เพื่อไม่ให้เกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ต่อวงการธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

โดยกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯยังจะอนุมัติใบอนุญาตชั่วคราวเพื่อให้หัวเว่ยเดินหน้าทำธุรกิจกับบริษัทอเมริกันได้ และเพื่อใช้เวลาหามาตรการระยะยาวสำหรับบริษัทด้านโทรคมนาคมของสหรัฐฯและต่างชาติที่ต้องพึ่งอุปกรณ์สำคัญของหัวเว่ย

นายเหรินระบุต่อไปด้วยว่า พวกเรามีความพร้อม ใบอนุญาตชั่วคราวไม่มีผลต่อหัวเว่ยมาก ส่วนเรื่องชิปหรือวงจรรวม ปัจจุบันหัวเว่ยใช้ของสหรัฐฯครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งใช้ชิปผลิตในจีน พวกเราสามารถผลิตชิปรุ่นเดียวกับชิปของสหรัฐฯได้ แต่ยังคงจะซื้อชิปของสหรัฐฯ ไม่มีใครโดดเดี่ยวหัวเว่ยจากโลกได้ ส่วนคำถามที่ว่าหัวเว่ยจะเผชิญช่วงเวลายากลำบากนานแค่ไหน นายเหรินบอกว่าอาจต้องไปถามเรื่องนี้กับนายทรัมป์ ไม่ใช่เขา.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หัวเว่ยเหริน เจิ้งเฟย5 จีกูเกิลแอนดรอยด์สงครามการค้าขึ้นบัญชีดำ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้