ข่าว
100 year

สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน สุดท้ายใครเจ็บกว่า?

ไทยรัฐออนไลน์17 พ.ค. 2562 05:30 น.
SHARE

การทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ปะทุรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากทั้งสองประเทศประกาศเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรระลอกใหม่แก่สินค้าของอีกฝ่าย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดมาตลอดว่า จีนเป็นผู้ที่ต้องจ่ายภาษีนี้ แต่ แลร์รี คุดโลว์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของเขาออกมายอมรับเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (12 พ.ค. 62) ว่า บริษัทสหรัฐฯ ต่างหากที่เป็นผู้จ่ายภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าใดๆ ที่ซื้อเข้ามาจากจีน

แบบนี้หมายความว่า นายทรัมป์พูดไม่ถูก ที่บอกว่าสงครามการค้าจะดีกับสหรัฐฯ และสร้างเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับการคลังของประเทศอย่างนั้นหรือ? แล้วสุดท้าย ใครกันแน่ที่เป็นผู้ที่ต้องเจ็บปวดที่สุดจากความขัดแย้งที่มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ครั้งนี้?

ชาวสหรัฐฯ ที่จัตุรัสไทม์สแควร์

*ใครเป็นผู้จ่ายภาษีศุลกากรสหรัฐฯ?

อย่างที่ระบุไว้ข้างต้น ผู้ที่ต้องจ่ายภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนก็คือ ผู้ซื้อในสหรัฐฯ หาใช่บริษัทของจีนไม่ โดยนายคริสตอฟ บอนดี ทนายความของบริษัทกฎหมายระหว่างประเทศ ‘Cooley LLP’ ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาอาวุโสให้กับรัฐบาลแคนาดาช่วงการเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ออกมายืนยันเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

นายบอนดีกล่าวว่า ดูเหมือนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นจากการขึ้นภาษีนำเข้า จะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ ในรูปแบบของราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น และการขึ้นภาษีนี้จะทำให้ ห่วงโซ่อุปทาน หรือกระบวนการต่างๆ ที่ทำให้เกิดสินค้าขึ้นมา ยุ่งเหยิงไปหมด

ในเดือนเมษายน อัตราการเติบโตด้านการค้าปลีกของจีนช้าที่สุดในรอบ 16 ปี

*จีนได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง?

จนถึงตอนนี้ จีนยังคงเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของสหรัฐฯ โดยส่งออกเพิ่มขึ้น 7% ในปี 2561 แต่ทว่า กระแสการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศกลับลดลง 9% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 บ่งชี้ว่า สงครามการค้าครั้งนี้เริ่มส่งผลกระทบแล้ว

อย่างไรก็ตาม ดร. เมเรดิธ โครว์ลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้บริษัทของจีนมีท่าทีว่าจะลดราคาสินค้าของตัวเองลง เพื่อรักษาการซื้อจากบริษัทของสหรัฐฯ เลย “ผู้ส่งออกสินค้าที่ทดแทนกันได้ง่ายบางรายก็ถอนตัวจากตลาดไป เนื่องจากบริษัทสหรัฐฯ เริ่มนำเข้าสินค้าจากแหล่งอื่น ภาษีนำเข้านี้ทำร้ายพวกเขาอย่างชัดเจน”

“แต่ฉันเชื่อว่าผู้ที่ขายสินค้าที่มีความแตกต่างจากคู่แข่งมากๆ จะไม่ลดราคาสินค้าลง เพราะผู้นำเข้าในสหรัฐฯ พึ่งพาพวกเขามากเกินไปแล้ว” ดร.โครว์ลีย์กล่าว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

*แล้วผลกระทบต่อสหรัฐฯ ล่ะ?

เมื่อเดือนมีนาคม มีการเผยแพร่ผลการศึกษา 2 ฉบับ เกี่ยวกับผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยพบว่า ธุรกิจอเมริกันและผู้บริโภคเป็นผู้ที่ต้องจ่ายค่าภาษีที่สหรัฐฯ ตั้งให้กับสินค้านำเข้าจากจีนและที่อื่นๆ ในปีก่อน เกือบทั้งหมด

ผลการศึกษาจากธนาคารกลางสหรัฐฯ, มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ชี้ว่า ภาษีที่ตั้งให้กับสินค้าเป็นวงกว้างตั้งแต่เหล็กไปจนถึงเครื่องซักผ้า สร้างความเสียหายให้กับบริษัทสหรัฐฯ และผู้บริโภครวมกันกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน ในรูปแบบของภาษีมูลค่าเพิ่ม และยังมีความสูญเสียจากปริมาณความต้องการที่ลดลงอีกถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วย

รายงานฉบับที่ 2 ซึ่งจัดทำโดยพิเนโลพี โกลด์เบิร์ก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ถึงขั้นระบุว่า จากการคำนวณรวมมาตรการตอบโต้จากประเทศอื่นๆ ต่อการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามการค้าของนายทรัมป์มากที่สุดก็คือ ชาวไร่ชาวนาและกลุ่มแรงงานในพื้นที่ที่ลงคะแนนให้เขาชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2559 นั่นเอง

สินค้านำเข้าจากจีนถูกส่งมาที่ท่าเรือลอสแอนเจลิส

*บริษัทสหรัฐฯ ซื้อสินค้าจากประเทศอื่นไม่ได้หรือ?

นายทรัมป์พยายามกระตุ้นให้บริษัทสหรัฐฯ ที่นำเข้าสินค้าจากจีนมองหาสินค้าจากแหล่งอื่น เช่นเวียดนาม หรือทางที่ดีที่สุดคือ ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศ แต่นายบอนดีแย้งว่า ความเป็นจริงมันไม่ง่ายเช่นนั้น

“มันต้องใช้เวลานานในการทำให้การผลิตและห่วงโซ่แห่งคุณค่าเข้าที่เข้าทาง ซึ่งนั่นมาพร้อมกับค่าใช้จ่าย” นายบอนดีกล่าว “ยกตัวอย่างการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าเหล็กที่สหรัฐฯ ออกเมื่อปีก่อน มันไม่ใช่ว่าจู่ๆ จะมีโรงงานผลิตแห่งใหม่เป็นร้อยๆ แห่งผุดขึ้นมาในสหรัฐฯ เสียหน่อย”

นอกจากนี้ จีนยังเป็นมหาอำนาจด้านการผลิต ชนิดที่คู่แข่งที่อยู่ใกล้ที่สุดเทียบไม่ติด ทำให้เป็นเรื่องยากขึ้นไปอีกที่จะหาใครมาแทนจีนในห่วงโซ่อุปทานได้

บารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

*การขึ้นภาษีเคยได้ผลหรือไม่?

สหรัฐฯ เคยใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษีเพื่อช่วยเหลือธุรกิจในประเทศมาแล้วหลายครั้ง แต่ทั้งดร.โครว์ลีย์และนายบอนดีระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า มีหลักฐานน้อยมากที่ชี้ว่า มาตรการนี้ประสบความสำเร็จ

ในปี 2552 ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ก็เคยตั้งกำแพงภาษีนำเข้ายางจากจีนถึง 35% อ้างว่าการนำเข้ายางจากจีนที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ชาวอเมริกันตกงาน แต่ว่า ผลการวิจัยของสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ปีเตอร์สัน ในปี 2555 พบว่า ผู้บริโภคชาวอเมริกันเสียหายจากราคายางที่สูงขึ้น 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2554

ผลวิจัยชี้อีกว่า แม้มาตรการนี้จะช่วยให้แรงงานผลิต 1,200 ตำแหน่งรอดพ้นจากการตกงาน แต่จำนวนเงินที่ผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ ต้องจ่ายเพิ่ม ดันไปลดกำลังใช้จ่ายสินค้าปลีกอื่นๆ ส่งผลทางอ้อมทำให้การจ้างงานในอุตสาหกรรมสินค้าปลีกลดลงแทน

รถฮาร์เลย์ เดวิดสัน

ที่เลวร้ายไปกว่านั้น จีนแก้เผ็ดสหรัฐฯ ด้วยการออกภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (anti-dumping duties) กับสินค้าประเภทชิ้นส่วนต่างๆ ของไก่สหรัฐฯ ส่งผลกระทบกับยอดขายของอุตสาหกรรมไก่อีกราว 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่ในปี 2526 รัฐบาลประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ตั้งกำแพงภาษีรถจักรยานยนต์นำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าช่วยให้บริษัท ฮาร์เลย์ เดวิดสัน ที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนักในตอนนั้นรอดพ้นวิกฤติมาได้ แต่บางคนก็โต้แย้งว่า ฮาร์เลย์ฯ ผ่านพ้นวิกฤติมาได้เพราะความพยายามของตัวเอง ด้วยการพัฒนาโรงงานให้ทันสมัย และผลิตเครื่องยนต์ที่ดียิ่งขึ้น

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

*การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ จะทำให้จีนยอมทำข้อตกลงกับทรัมป์หรือไม่?

ในเรื่องนี้ ดร.โครว์ลีย์มองว่า แม้การตั้งกำแพงภาษีจะทำให้จีนยอมกลับมานั่งโต๊ะเจรจาเรื่องการค้ากับสหรัฐฯ แต่เธอไม่เชื่อว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะมีการประนีประนอมมากนัก “ใช่ จีนจะมีการเติบที่ช้าลงอีก และพวกเขาส่งออกสินค้ามายังสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯ ส่งออกไป ซึ่งทำให้จีนเป็นฝ่ายที่เจ็บตัวจากสงครามการค้าครั้งนี้มากกว่า แต่จีนก็คงไม่คิดจะแก้กฎหมายของพวกเขา และถึงจะแก้พวกเขาก็คงไม่บังคับใช้มัน”

ขณะที่นายบอนดีคิดว่า คำขู่เรื่องการตั้งกำแพงภาษีของนายทรัมป์มีขึ้นเพื่อกระตุ้นฐานเสียงของเขาเอง และสร้างข่าวมากกว่า เพราะเรื่องภาษีนั้นเข้าใจง่ายกว่าเรื่องการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา, การเข้าถึงตลาดอย่างเท่าเทียม และการคุ้มครองแรงงานและสิ่งแวดล้อมมากนัก

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สงครามการค้าสหรัฐจีนกำแพงภาษีภาษีนำเข้า

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้