king10
Thairath Logo
กีฬา

เปิดตำนาน 3 สมบัติคู่พระจักรพรรดิแห่งแดนอาทิตย์อุทัย

Share :
line-share-logo

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 มกุฎราชกุมาร นารุฮิโตะ ทรงเข้าพิธีสืบราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งประเทศญี่ปุ่น ต่อจากพระราชบิดาคือ อดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะ ที่ทรงสละราชสมบัติเมื่อ 1 วันก่อนหน้านั้นแล้ว

พระราชพิธีสละราชสมบัติและพระราชพิธีสืบราชบัลลังก์ของญี่ปุ่น ประกอบด้วยพิธีกรรมตามแบบศาสนาชินโตที่มีความลึกซึ้ง โดยหัวใจหลักของพิธีทั้งสองคือ สิ่งของ 3 ชิ้นได้แก่ พระฉาย, พระแสงดาบ และพระสายสร้อยสังวาล ซึ่งรู้จักกันในฐานะ สมบัติแห่งจักรพรรดิ หรือ ไตรราชกกุธภัณฑ์

ทั้งที่มาและที่อยู่ของสมบัติทั้ง 3 ชิ้นล้วนถูกเก็บเป็นความลับ แต่ตำนานต่างๆ เกี่ยวกับ ไตรราชกกุธภัณฑ์ ถูกเล่าขานสืบต่อมาผ่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น

จักรพรรดินารุฮิโตะ

*ความสำคัญของไตรราชกกุธภัณฑ์

ศาสนาชินโต ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติอย่างไม่เป็นทางการของประเทศญี่ปุ่น มีความสำคัญใหญ่หลวงในฐานะพิธีกรรมที่คอยการรักษาสายสัมพันธ์จากอดีตและเหล่าจิตวิญญาณที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ ซึ่งสมบัติทั้ง 3 ชิ้นก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ

ว่ากันว่า ไตรราชกกุธภัณฑ์ ถูกส่งมาจากพระเจ้าผ่านจักรพรรดิรุ่นแลวรุ่นเล่าที่เชื่อกันว่าเป็นทายาทโดยตรงของเหล่าทวยเทพ ทำให้สมบัติเหล่านี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของจักรพรรดิ แทนที่มงกุฎของกษัตริย์ ทำให้เครื่องราชกกุธภัณฑ์มีความศักดิ์สิทธิ์มาก จนถูกเก็บซ่อนเอาไว้จากสายตาชาวโลก

ศาสตราจารย์ ฮิเดยะ คาวานิชิ จากมหาวิทยาลัยนาโกยะ บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า “ไม่รู้ว่าสมบัติเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อใด เราไม่เคยเห็นของจริงเลย แม้แต่พระจักรพรรดิเองก็ไม่เคยเห็น”

ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้งสามที่นำไปถวายแด่พระจักรพรรดิองค์ใหม่ในพิธีสืบราชบัลลังก์ ซึ่งเก็บในกล่องอย่างมิดชิดไม่ให้ใครได้เห็น ก็เป็นเพียงของจำลอง โดยเชื่อกันว่า สมบัติของจริงนั้นเก็บซ่อนอยู่ตามศาลเจ้าหรือวิหารต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น

พระฉาย ‘ยาตะ โนะ คากามิ’

1. พระฉายศักดิ์สิทธิ์ ‘ยาตะ โนะ คากามิ’

คือกระจกที่อาจมีอายุมากกว่า 1,000 ปี เชื่อกันว่าเก็บรักษาอยู่ที่มหาศาลเจ้า ‘อิเสะ’ ในจังหวัดมิเอะ โดยตามการเปิดเผยของ นายชินสุเกะ ทาเคนากะ จากสถาบันศีลธรรมวิทยา (Moralogy) กระจกยาตะ ถือเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้งสาม โดยเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่ไม่ถูกนำมาแสดงในพิธีสืบราชบัลลังก์ของจักรพรรดิอากิฮิโตะและจักรพรรดินารุฮิโตะ

ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น กระจกยาตะ โนะ คากามิ หรือ กระจก 8 ด้าน มีพลังของเทพที่สามารถเปิดเผยความจริงทั้งปวง บันทึกโบราณเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และตำนานของญี่ปุ่น ชื่อว่า ‘โคจิกิ’ ระบุว่า เทพ ‘อิชิโคริโดเมะ’ เป็นผู้สร้างกระจกบานนี้ โดยหลังจาก ‘อามาเทราสึ’ เทพีแห่งพระอาทิตย์ ต่อสู้กับน้องชายคือเทพ ‘ซุซาโนโอะ’ แห่งทะเลและวายุ พระนางก็หลบหนีเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งทำให้จักรวาลตกอยู่ในความมืด

เทพีอามาเทราสึและเทพซุซาโนโอะ

เทพซุซาโนโอะและเทพองค์อื่นๆ จึงออกอุบายจัดงานรื่นเริงขึ้นหน้าถ้ำ เทพีอามาเทราสึจึงออกมาดู และตกใจกับภาพของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกยาตะที่ถูกนำมาวางไว้หน้าถ้ำ เหล่าเทพจึงฉวยโอกาสนี้ดึงอามาเทราสึออกจากถ้ำได้สำเร็จ ก่อนที่จะคืนดีกับน้องชายและแสงสว่างก็กลับคืนสู่จักรวาลอีกครั้ง

หลังจากนั้นกระจกยาตะและสมบัติอีก 2 ชิ้นก็ตกทอดไปถึง ‘นินิกิ’ หลานของเทพีอามาเทราสึ และว่ากันว่าเป็นทวดของ ‘จิมมู’ ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่นในยุค 660 ปีก่อนคริสตกาล นายทาเคนากะเล่าด้วยว่าตามตำนาน เทพีอามาเทราสึบอกให้นินิกินับถือกระจกบานนี้เหมือนเป็นวิญญาณของพระองค์ ซึ่งจะช่วยชำระล้างจิตใจและร่างกาย ขณะที่ในพิธีสืบราชบัลลังก์ กระจกยาตะนับเป็นตัวแทนของปัญญาของจักรพรรดิ

พระแสงดาบ ‘คุซานางิ โนะ สึรุกิ’

2. พระแสงดาบ ‘คุซานางิ โนะ สึรุกิ’

สถานที่เก็บดาบ ‘คุซานางิ โนะ สึรุกิ’ หรือแปลเป็นไทยว่า ‘ดาบตัดหญ้า’ ไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่อาจอยู่ที่ศาลเจ้าอัตสึตะ ในจังหวัดนาโงยะ

ตำนานเล่าว่า ดาบเล่มนี้กำเนิดขึ้นในหางของ ‘ยามาตะ โนะ โอโรจิ’ งูยักษ์ 8 หัวซึ่งกลืนกินลูกสาวของตระกูลที่มั่งคั่งเข้าไป ผู้เป็นพ่อจึงไปขอความช่วยเหลือจากเทพซุซาโนโอะ โดยสัญญาว่าหากสังหารงูตัวนี้ได้ ก็จะให้แต่งงานกับสาวคนสุดท้ายที่ยังไม่ถูกงูกินเข้าไป ซุซาโนโอะจึงใช้อุบายหลอกโอโรจิให้กินเหล้าจนเมามาย แล้วตัดหางของมันออกจนพบดาบคุซานางิ

อย่างไรก็ตาม ซุซาโนโอะครอบครองดาบคุซานางิได้ไม่นาน ก็ต้องนำไปใช้เพื่อขอคืนดีกับเทพีอามาเทราสึ

มหาดเล็กถวายตราประจำแผ่นดินและพระราชลัญจกร พร้อมทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ 2 ใน 3 ชิ้น

ดาบคุซานางิ เป็นตัวแทนของความกล้าหาญของจักรพรรดิ ท่ามกลางความสงสัยว่า ดาบเล่มนี้มีอยู่จริงหรือไม่ เพราะแทบไม่มีใครรู้เรื่องที่อยู่ของมันเลย นักบวชคนหนึ่งในสมัยเอโดะ (ศตวรรษที่ 17-19) ที่อ้างว่าเห็นดาบเล่มนี้ก็ถูกเนรเทศ

นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่า ดาบเล่นนี้หายสาบสูญไปในทะเลในสงครามช่วงศตวรรษที่ 12 แต่นายทาเคนากะเชื่อว่า ดาบที่หายไปนั้นอาจเป็นดาบจำลอง ไม่ใช่ของจริง ดาบคุซานางิถูกนำมาใช้ในพิธีสืบราชบัลลังก์ของทั้งจักรพรรดิอากิฮิโตะและจักรพรรดินารุฮิโตะ แต่ดาบถูกเก็บไว้ในกล่อง และไม่มีใครได้เห็นว่าข้างในคืออะไรกันแน่

หยก ‘ยาซาคานิ โนะ มางาทามะ’

3. หยก ‘ยาซาคานิ โนะ มางาทามะ’

มางาทะมะเป็นลูกปัดรูปร่างโค้งชนิดหนึ่งซึ่งเริ่มผลิตในญี่ปุ่นช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล แรกเริ่มเดิมทีมีไว้เพื่อการประดับประดา ก่อนจะเริ่มกลายเป็นของมีราคาในเวลาต่อมา

ตามตำนาน หยก ยาซาคานิ โนะ มางาทามะ เป็นส่วนหนึ่งของสร้อยคอที่สร้างขึ้นโดย ‘ทามะนูยะ โนะ มิโคโตะ’ มีเทพีแห่งการแต่งงาน ‘อาเมะ โนะ อุซุเมะ’ เป็นเจ้าของ ซึ่งเทพีองค์นี้มีบทบาทสำคัญในการล่อเทพีอามาเทราสึออกจากถ้ำ โดยพระองค์สวมสร้อยแล้วแสดงการเต้นรำอันงดงาม เรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าทวยเทพ ทำให้เทพีแห่งดวงอาทิตย์เกิดความสนใจจนต้องออกมาดู

หยก ยาซาคานิ อาจเป็นสมบัติชิ้นเดียวใน ไตรราชกกุธภัณฑ์ ที่มีเห็นของจริงและเหลือรอดมาจนถึงทุกวันนี้ โดยหยกเขียวชิ้นนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พระราชวังอิมพีเรียลในกรุงโตเกียว และเป็นตัวแทนของความเมตตากรุณาของจักรพรรดิ

*ยุคสมัยที่เปลี่ยน กับความเชื่อที่เสื่อมคลาย

ในอดีตญี่ปุ่นเชื่อว่าจักรพรรดิของพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากเทพีอามาเทราสึ แต่ปัจจุบันจักรพรรดิมิได้อ้างตัวเป็นเทพอีกต่อไปแล้ว นับตั้งแต่จักรพรรดิฮิโรฮิโตะประกาศสละสถานะความเป็นเทพของพระองค์เองหลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ศ.คาวานิชิ กล่าวว่า มีคนมากมายในญี่ปุ่นที่ยังเชื่อว่า ไตรราชกกุธภัณฑ์ มีพลังของเทพสถิตอยู่ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ตอนนี้คิดว่า ไตรราชกกุธภัณฑ์ เป็นเพียงเครื่องประดับบารมี เช่นเดียวกับ มงกุฎของราชวงศ์อื่นๆ และมีความสำคัญในฐานะ สิ่งที่แสดงถึงความลึกลับของจักรพรรดิและเป็นสัญลักษณ์ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม...
ญี่ปุ่นไตรราชกกุธภัณฑ์สมบัติจักรพรรดิพิธีสืบราชบัลลังก์