เรื่องราวของอัจฉริยบุคคลชาวอิตาลี เลโอนาร์โด ดา วินชี ยังคงเร้าใจให้ค้นคว้าอย่างไม่เสื่อมคลายโดยเฉพาะบทบาทศิลปินที่สร้างผลงานชิ้นเอกมากมายทิ้งไว้ให้โลก ซึ่งปัจจุบันเป็นสมบัติในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำหลายแห่ง เช่น ภาพวาดสีบนผนังปูนเปียก “พระกระยาหารมื้อสุดท้าย” (The Last Supper) ในโบสถ์แม่พระแห่งพระหรรษทานที่นครมิลานในอิตาลี, ภาพ โมนา ลิซ่า (Mona Lisa) ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในฝรั่งเศส หรือภาพ “พระแม่มารีให้นม” (Madonna Litta) ที่เขาร่วมเขียนกับลูกศิษย์ ที่พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิทาจในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแห่งรัสเซีย เป็นต้น
งานล้ำค่าเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญหลายแขนงนำไปศึกษาวัฒนธรรมและสังคมยุคอดีตรวมถึงวิเคราะห์กลับไปที่ตัวตนของดา วินชีเอง เหมือนการตามล่าหาเบาะแสเพื่อเปิดปมความลับที่ซุกซ่อนในงานศิลป์ผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ล่าสุดผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยทัศนมาตรศาสตร์และทัศนวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยซิตี้ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ลอนดอน ในอังกฤษ ที่สนใจมุมมองทางสายตาของดา วินชี ก็เปิดเผยผลการวิจัย หลังจากที่วัดการจัดตำแหน่งในงานศิลปะ 6 ชิ้น ทั้งภาพเขียนและประติมากรรมของดา วินชี พบว่ามีความเป็นไปได้ที่สายตาทั้งคู่ของเขาไม่ได้พุ่งไปที่จุดเดียวกันแต่มีลักษณะเบี่ยงเขออกไปด้านข้างประมาณ 10.3 องศา
นั่นหมายถึงว่าเขาอาจตาเขหรือเหล่เพียงเล็กน้อย ทว่ากลับเป็นผลดีต่อการสร้างงานศิลปะเพราะดวงตาที่ไม่เที่ยงตรงนี่เองจะช่วยแปลงการมองด้วยสายตาที่เป็นแบบ 3 มิติ ถ่ายทอดงานศิลปะลงบนผืนผ้าใบได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งการมีสายตาที่ไม่ปกติก็ไม่เป็นปัญหากับศิลปินชื่อก้องโลกคนอื่นๆ อย่าง เรมบรันต์, เดกาส์ หรือปิกัสโซ
และในวันที่ 30 พ.ย.61–31 มี.ค.62 จะมีงานนิทรรศการใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของเขาชื่อว่า “เลโอนาร์โด ดา วินชี–500 ปีแห่งอัจฉริยะ”(Leonardo Da Vinci–500 Years of Genius) จะจัดขึ้นที่ย่านกาซี ในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ใครผ่านไปแถวนั้นก็ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว.
...
ภัค เศารยะ