จอห์น แมคเคน สมาชิกวุฒิสภาอาวุโสของสหรัฐฯ สังกัดพรรครีพับลิกัน เสียชีวิตลงเมื่อวันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เพียงวันเดียวหลังจากหยุดรับการรักษาโรคมะเร็งสมอง ขณะมีอายุได้ 81 ปี
พูดถึง จอห์น แมคเคน เขาเป็นวีรบุรุษสงครามเวียดนามที่ได้รับการยอมรับจากทั้งภายในพรรครีพับลิกัน หรือคู่แข่งอย่างเดโมแครต แต่เป็นที่รู้กันดีว่า แมคเคนมีปัญหาขัดแย้งกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาโดยตลอด ถึงขั้นที่แมคเคนสั่งเสียกับเพื่อนสนิทว่าไม่ให้อดีตนักธุรกิจรายนี้มาร่วมงานศพของเขา
ต้นเหตุของความขัดแย้งของทั้งคู่มาจากนิสัยที่ไม่สอดคล้องกัน แมคเคน เป็นตัวแทนของผู้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในวุฒิสภาสหรัฐฯ และเชื่อว่าเกียรติคือทุกสิ่งทุกอย่าง ขณะที่ ทรัมป์ พยายามนำยุคใหม่ หรือบางคนมองว่าเป็นยุคแห่งความเสื่อม มายังชาวอเมริกัน จนแมคเคนกลายเป็นรีพับลิกันที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของทรัมป์อย่างเปิดเผยที่สุด ส่วนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ไม่เคยละโอกาสที่จะโจมตีปรปักษ์รายนี้ แม้หลังจากรู้ว่าเขาป่วยเป็นโรคมะเร็งสมองก็ตาม
...
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง
การปะทะกันระหว่างทรัมป์กับแมคเคนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากการหาเสียงเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน 2558 โดยทรัมป์ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ด้วยการโจมตีผู้อพยพชาวเม็กซิกันอย่างรุนแรง “พวกเขานำยาเสพติดเข้ามา, พวกเขานำอาชญากรรมเข้ามา, พวกเขาเป็นพวกข่มขืน มีบางคนที่ผมคิดว่าเป็นคนดี”
ทรัมป์ยังเสนอนโยบายสร้างกำแพงกั้นพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก เรียกเสียงประณามจากทั่วสารทิศ รวมทั้งจากแมคเคน ซึ่งกล่าวหานายทรัมป์ว่ากำลังสุมไฟให้กับความบ้าคลั่ง อย่างไรก็ตาม เพียง 1 เดือนต่อมา โดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้แมคเคนที่เวทีหาเสียงในรัฐไอโอวา ว่าเขาไม่ใช่วีรบุรุษสงคราม “เขาเป็นวีรบุรุษสงครามเพราะเขาถูกจับตัวได้” นายทรัมป์กล่าว “ผมชอบคนที่ไม่ถูกจับ”
ทั้งนี้ ในช่วงสงครามเวียดนาม เครื่องบินทิ้งระเบิดของแมคเคนถูกยิงทำให้เขาต้องดีดตัวออกจากเครื่อง ก่อนจะถูกทหารเวียดนามเหนือจับตัวได้ แต่ถึงแม้ว่าเขาจะถูกทรมานเพื่อเค้นข้อมูล และควบคุมตัวเอาไว้นานกว่า 5 ปี เขาก็ไม่ยอมรับการปล่อยตัว จนกว่าทุกคนที่ถูกจับมาก่อนหน้าเขาทุกคนจะเป็นอิสระ โดยผลจากการบาดเจ็บครั้งนี้ ทำให้แมคเคนไม่สามารถยกแขนทั้ง 2 ข้างสูงกว่าระดับหัวไหล่ได้อย่างถาวร
คำพูดของทรัมป์ย้อนกลับมาทำลายตัวเองอีกครั้ง เมื่อเขาถูกผู้สมัครคู่แข่งทุกคนโจมตีจนต้องยอมถอนคำพูด แต่เขาไม่เคยขอโทษในสิ่งที่พูดออกไป ขณะที่นายแมคเคนก็ไม่ได้ขอให้อดีตดารารายการเรียลลิตี้รายนี้ขอโทษเขา แต่ขอให้ขอโทษครอบครัวของทหารทุกคนที่พลีชีพในสงครามเวียดนามมากกว่า
แมคเคนประกาศกร้าว ไม่ขอสนับสนุนทรัมป์
หลังจาก นายทรัมป์ เอาชนะคู่แข่งทุกคน และได้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี นายแมคเคนถูกกดดันจนต้องยอมออกมาแสดงความสนับสนุนว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ในอนาคตรายนี้ แต่ก่อนที่ศึกเลือกตั้งปี 2559 จะเริ่มต้นขึ้น กลับมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเบื้องหลังรายการ ‘Access Hollywood’ แสดงให้เห็นนายทรัมป์พูดจากดูถูกสตรีเพศออกมา
“คุณจะทำอะไรกับผู้หญิงก็ได้เมื่อคุณเป็นดาราแล้ว” นายทรัมป์กล่าวในคลิป และคุยโวเรื่องที่เขาเคยพยายามจับหน้าอกและจูบผู้หญิงโดยไม่ได้รับความยินยอม
เรื่องนี้ทำให้ แมคเคน ประกาศเลิกสนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ ทันที และว่าชายคนนี้ควรได้รับผลที่ตามมาจากคำพูดของตัวเอง “พฤติกรรมของ โดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้การสนับสนุนการเรื่องการเป็นตัวแทนพรรคของเขาต่อไป” นายแมคเคนกล่าวอีกว่า นายทรัมป์ไม่อาจแก้ตัวได้ และเขาเพียงคนเดียวที่ต้องแบกรับภาระที่เขาก่อ “ไม่มีผู้หญิงคนใดสมควรตกเป็นเหยื่อพฤติกรรมไม่เหมาะสมเช่นนี้”
...
ทรัมป์-แมคเคนถึงจุดแตกหัก
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยิ่งแย่ลงไปอีกหลังจาก นายทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และกำลังเตรียมการเพื่อเปลี่ยนแปลงสหรัฐฯ โดยนโยบายสำคัญที่มหาเศรษฐีนิวยอร์กรายนี้สัญญาเอาไว้ในช่วงหาเสียงคือ การยกเลิกระบบการลงทะเบียนประกันสุขภาพของอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา หรือที่ถูกเรียกว่า โอบามาแคร์
ฝ่ายรีพับลิกันพยายามอย่างหนักมาตลอดเพื่อล้มล้างกฎหมายนี้ และเกือบทำสำเร็จด้วย เมื่อพวกเขาครอบครองเก้าอี้ในวุฒิสภา 52 ที่นั่ง และต้องการคะแนนโหวตเพียง 50 เสียงเท่านั้น แต่ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 จอห์น แมคเคน ซึ่งเพิ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็นมะเร็งสมอง เป็นรีพับลิกันคนที่ 3 ที่โหวตคัดค้าน การยกเลิกโอบามาแคร์ ทำให้ความหวังของนายทรัมป์และรีพับลิกันพังทลาย
ในตอนนั้นดูเหมือนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เองก็คาดไม่ถึงว่าแมคเคนจะตัดสินใจเช่นนี้ หลังจากนั้นเป็นต้นมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ใช้เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในการโจมตีแมคเคนในทุกๆ การปราศรัยหาเสียงของเขา โดยไม่เอ่ยชื่อของอดีตทหารผ่านศึกเวียดนามรายนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว และการโจมตีครั้งล่าสุดของทรัมป์ ก็เกิดขึ้นเพียง 4 วันก่อนที่แมคเคนจะเสียชีวิต
ความรู้สึกด้านลบต่อนายแมคเคนยังลามไปถึงสมาชิกทำเนียบขาวของทรัมป์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งชื่อ เคลลี แซดเลอร์ กล่าวในการประชุมครั้งหนึ่งว่า ความเห็นของแมคเคนต่อการเสนอชื่อ นางจีนา แฮสเปล เป็นผู้อำนวยการซีไอเอคนใหม่นั้นไม่สำคัญ เพราะ “ยังไงเขาก็กำลังจะตายอยู่แล้ว” จนครอบครัวแมคเคนต้องออกแถลงการณ์ตำหนิ ก่อนที่นางแซดเลอร์จะลาออกจากตำแหน่งไปในเวลาต่อมา
...
ประณามทรัมป์ ก้มหัวให้เผด็จการ
นายแมคเคน กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านของตัวเองในรัฐแอริโซนาตั้งแต่ชั่วปลายปี 2560 แต่เขาก็ยังคงแสดงความเห็นโจมตีการตัดสินใจในบางเรื่องของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม โดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซียเป็นครั้งแรกที่ประเทศฟินแลนด์ และกล่าวระหว่างแถลงการณ์ร่วมกันว่า เขาเชื่อคำพูดของปูตินที่ยืนยันว่ารัสเซียไม่ได้แทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อปี 2559 ที่นายทรัมป์ชนะอย่างพลิกความคาดหมาย ตรงข้ามกับรายงานของสำนักงานข่าวกรองสหรัฐฯ จนถูกโจมตีว่า ไม่สนับสนุนหน่วยงานในประเทศ
ขณะที่ แมคเคน ก็ออกมาโจมตีตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อมทันทีว่า การแถลงข่าวที่เฮลซิงกิเป็นหนึ่งในผลงานที่น่าอับอายที่สุดของประธานาธิบดีอเมริกนที่เขาจำได้ และความเสียหายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ทำให้เกิดต่ออำนาจปกครองของผู้นำก็ยากที่จะคำนวณ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือการประชุมสุดยอดครั้งนี้เป็นความผิดพลาดที่น่าเศร้า เพราะไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดทำตัวนอบน้อมต่อหน้าจอมเผด็จการ
...
ไม่ให้ทรัมป์มางานศพ
ที่ระบุไปข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสงครามน้ำลายระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ จอห์น แมคเคน เท่านั้น และสิ่งที่ตอกย้ำความไม่ลงรอยกันระหว่างทั้งคู่คือ ตามรายงานของสื่อสหรัฐฯ หลายสำนักที่ระบุว่า ในช่วงเวลาที่ นายแมคเคน รักษาอาการป่วย เขาได้สั่งเสียคนใกล้ชิดไม่ให้เชิญ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมพิธีฝังศพของเขา
นายมาร์ก ซอลเตอร์ เพื่อนของนายแมคเคนที่คบกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งนั่งคุยกับ ส.ว.อาวุโสผู้นี้เรื่องความตายที่ใกล้จะมาถึงหลายต่อหลายครั้ง กล่าวว่า “ผมคิดว่ามันคงยุติธรรมถ้าจะบอกว่าพวกเขา (ทรัมป์กับแมคเคน) มีมุมมองต่อประเทศนี้ รวมทั้งความหมายของประเทศนี้ที่มีต่อทั้งในและต่างประเทศ ต่างกันมากๆ”
อย่างไรก็ตาม เพื่อนสนิทของนายแมคเคนหลายคนยืนยันว่า จนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต นายแมคเคน ก็ไม่ได้รู้สึกแค้นเคืองนายทรัมป์เป็นการส่วนตัว และสิ่งที่เขาต้องการที่สุดคือการส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง 2 พรรค กับการประนีประนอม ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาพยายามทำมาตลอด