หลายปีที่ผ่านมา มาเลเซียเป็นประเทศหนึ่งซึ่งผู้คนขาดความเชื่อมั่นต่อนายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะศรี โมฮัมหมัด นาจิบ ตุน อับดุลราซัค และคณะรัฐบาล สาเหตุหลักก็เพราะมีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันถูกเปิดเผยออกมาเป็นระยะ นอกจากนั้น รัฐบาลยังออกกฎหมายปิดปากอย่างไม่อินังขังขอบต่อความรู้สึกของประชาชน อาจจะคิดว่าประชาชนเคยชินกับการบริหารงานโดยพรรคของตัวเองและไม่กล้าลองของใหม่ ประมาทว่าตัวเองเป็นพรรคการเมืองหลักที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราชเมื่อ 60 ปีก่อน เชื่อว่าพรรค United Malays National Organization หรืออัมโน ยังขายได้ เพราะอัมโนมีฐานเสียงส่วนใหญ่เป็นชาวมลายู และเป็นแกนนำของกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติหรือ Barisan Nasional ที่ชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลมาโดยตลอด

การเมืองมาเลเซียเต็มไปด้วยการทะเลาะกันรุนแรง มีการด่าทอ การปล่อยข่าวลวง การประจานใส่ร้ายป้ายสีกันมากที่สุดแห่งหนึ่ง ฝ่ายครองอำนาจสกัดกั้นนักการเมืองที่มีศักยภาพที่จะมาแข่งขันกับพวกตัวเองด้วยการโยนข้อหาใส่อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่โลกทั้งปวงรับรู้ก็คือ ข้อกล่าวหาของดาโต๊ะศรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง ที่เมื่อ พ.ศ.2542 ถูกศาลสั่งจำคุก 6 ปี ข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง พ.ศ.2543 ถูกศาลสั่งจำคุกเพิ่มอีก 9 ปี ในข้อหารักร่วมเพศ ซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่าอันวาร์ถูกกลั่นแกล้งเพราะถูกสกัดกั้นทางการเมือง

หลายท่านคงจะยังจำบรรยากาศตอนที่ศาลจะตัดสินได้ดีนะครับ ตอนนั้นมีหนังสือชื่อ “50 เหตุผลที่อันวาร์ไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้” ถูกแจกจ่ายไปทั่ว มีเนื้อหาเล่าถึงการฉ้อราษฎร์บังหลวง และบอกว่าอันวาร์มีพฤติกรรมรักร่วมเพศและล่วงละเมิดทางเพศต่อเนื่อง

อันวาร์เป็นผู้เสียหาย แต่แทนที่จะจับคนเขียนหนังสือ ตำรวจกลับได้รับคำสั่งจากรัฐบาลในขณะนั้นให้ไปสอบสวนว่าเรื่องที่ถูกเขียนอยู่ในหนังสือเล่มนั้น ว่ามีความจริงหรือไม่

...

คนมาเลเซียที่รักความยุติธรรมต่อสู้กับรัฐบาลที่นำโดยพรรคอัมโนอย่างต่อเนื่องและใช้เวลาหลายปีกว่าจะมีวันนี้ วันที่ฝ่ายค้านชนะเลือกตั้งได้ทั้งจำนวน ส.ส. และคะแนนรวมทั้งประเทศชนะพรรครัฐบาล รวมถึงวันที่อันวาร์จะได้พระราชทานอภัยโทษจากพระราชาธิบดี

ที่จริงการเลือกตั้งครั้งที่ 13 เมื่อ 5 พฤษภาคม 2556 พรรคแนวร่วมประชาชน (Pakatan Rakyat) ที่นำโดยอันวาร์ได้คะแนนเสียงจากประชาชนทั้งประเทศที่เรียกว่า Popular Vote มากถึง 5,623,984 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 50.87 ชนะพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (Barisan Nasional) ที่นำโดยนาจิบ ซึ่งได้คะแนนเสียงประชาชนทั้งประเทศเพียง 5,237,699 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 47.38 แต่เพราะพรรคที่นำโดยนาจิบได้จำนวน ส.ส. 133 ที่นั่ง ขณะที่พรรคของอันวาร์ อิบราฮิมได้ ส.ส.เพียง 89 คน นาจิบจึงได้เป็นนายกรัฐมนตรี

การเลือกตั้งครั้งที่ 14 เมื่อ 9 พฤษภาคม 2561 อันวาร์ติดอยู่ในคุก (อีกครั้ง) จึงเป็นการแข่งขันกันอย่างดุเดือดระหว่างพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (Barisan Nasional) ที่นำโดยนาจิบ และพรรคแนวร่วมแห่งความหวัง (Pakatan Harapan) และพรรคภูมิบุตรสามัคคีแห่งมาเลเซีย (ฺBersatu–Parti Pribumi Bersatu Malasia) ที่นำโดย ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด และมุฮยิดดิน ยัสซิน พรรคภูมิบุตรสามัคคีแห่งมาเลเซียเป็นพรรคที่แตกมาจากพรรคอัมโน ตั้งเมื่อ 8 กันยายน 2559 แต่ถูกสำนักงานจดทะเบียนองค์กรที่เรียกว่า Registry of Society สั่งให้ยุบพรรคเป็นการชั่วคราวเมื่อ 5 เมษายน 2561 ดังนั้น พรรคภูมิบุตรสามัคคีฯ จึงต้องไปเป็นส่วนหนึ่งของพรรคแนวร่วมแห่งความหวัง

ผลการเลือกตั้งแต่ละพรรคได้ ส.ส. ดังนี้ พรรคแนวร่วมแห่งความหวัง 113 คน ได้ popular vote มากถึง 5,767,390 คะแนน พรรคแนวร่วมแห่งชาติ 79 คน ได้ popular vote เพียง 4,240,453 คะแนน พรรคปาส 18 คน พรรคมรดกซาบะห์ 8 คน ผู้สมัครอิสระ 3 คน อื่นๆ 1 คน รวม ส.ส.ทั้งสภา 222 คน

ดร.มหาธีร์จึงได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในวัยเกือบจะ 100 ปี กลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่แก่ที่สุดในโลก.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย

songlok1997@gmail.com