บิลบอร์ดขนาดใหญ่ยักษ์ที่ตั้งตระหง่านใจกลางเมืองเศรษฐกิจพิเศษเสิ่นเจิ้น ที่อดีตประธาน เติ้ง เสี่ยวผิง มาเยือนและลั่นวาจาจะให้เป็นเมืองเจริญล้ำหน้ากว่าฮ่องกง.
เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี การปฏิรูปและการเปิดม่านไม้ไผ่ของจีน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 ใครจะไปคาดคิด แม้แต่คนจีนด้วยกันเอง ก็ยังนึกภาพไม่ออกว่าจะมีวันนี้ วันที่ “จีนเปลี๋ยนไป๋”
หากเทียบกับอายุคนแล้วถือว่า ประสบความสำเร็จในชีวิตขั้นเทพ ฐานะมั่นคง การเงินมั่งคั่ง สามารถพลิกโฉมตัวเองจากดินแดนมังกรโหย กลายเป็นอาณาจักรมังกรร่างอวบอ้วน ขนาดมหึมาที่ผงาดแผ่อานุภาพ จนติดอันดับ 2 ประเทศเศรษฐกิจทรงอิทธิพลสูงสุดของโลก เป็นรองก็เพียงพญาอินทรี’เมกา และเป็นประเทศแถวหน้าของโลก ในแง่การผลิต การส่งออก การลงทุนต่างชาติ ไปถึงการลงทุนข้ามชาติ
เมื่อคราว การประชุมเอเชียโป๋อ๋าว (Boao Furum for Asia) ที่เกาะไห่หนาน ตอนใต้ของจีนที่ผ่านมา ประธานาธิบดี สี จิ้นเผิง ของจีน ก็ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ มุ่งเปิดประตูต้อนรับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่มุ่งแต่การเติบโตแบบพรวดพราดเหมือนแต่ก่อน เส้นชัยของ 40 ปีนับจากนี้จะต้องเดินหน้าอย่างแข็งขัน
และจากการเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย ส่งเสริมความเข้าใจขององค์กรรัฐฯ และเอกชน ของ คณะสื่อมวลชนจาก 10 ประเทศในกลุ่มเอเชีย ทั้งเนปาล ศรีลังกา ปากีสถาน อินเดีย เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย และไทย ที่ได้มีโอกาสไปเยือนกรุงปักกิ่ง นครหางโจว มณฑลเจ้อเจียง และเมืองเศรษฐกิจพิเศษเสิ่นเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ของจีนที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศ ประจำคณะกรรมการด้านการปฏิรูปและพัฒนาชาติ (NDRC) บริษัทก่อสร้างเพื่อการสื่อสารของจีน (CCCC) ศูนย์การแลกเปลี่ยนเศรษฐกิจระหว่างประเทศของจีน (CCIEE) สำนักงานกิจการต่างประเทศเมืองหางโจว ประจำคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปและการพัฒนาเมืองหางโจว สำนักงานกิจการต่างประเทศเมืองเสิ่นเจิ้น ประจำคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปและการพัฒนาเมืองเสิ่นเจิ้น
...
พ่วงด้วยเยี่ยมชมนิทรรศการ สัมผัสกึ่งเรียนรู้กับ ศูนย์เมืองปัญญาประดิษฐ์ของจีน (AI Town) สำนักงานใหญ่ อาลีบาบา กรุ๊ป ที่นครหางโจว และที่ทำการใหญ่ บริษัทหัวเหว่ย รวมถึงเขตการค้าเสรี “เชียนไห่ เสอโข่ว” ที่เมืองเสิ่นเจิ้น ซึ่งเป็นเหมือนแหล่งทัศนศึกษาย่อมๆ เพราะมีกรุ๊ปทัวร์ทั้งเด็กนักเรียน และข้ามฝั่งจากฮ่องกงเดินเข้า เดินออก หลายคันรถอยู่
ทำให้ได้ “รับรู้” ถึงความตั้งใจ และได้ “เรียนรู้” ถึงความพยายามของทุกหน่วยงานดังกล่าวที่สานต่อ ขานรับ ปฏิบัติตามให้สอดคล้องอย่างแข็งขันจนบังเกิดมรรคผล แจกแจงผลงานตัวเลขไต่สูงขึ้นๆ ชี้ให้เห็นความก้าวหน้า ทั้งในเชิง “นามธรรม” และ “รูปธรรม” ที่ประชาชนจับต้องได้ สัมผัสได้ และเข้าถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐที่ต้องการให้ “ประชาชนอยู่ดี กินดี” ได้
เป้าหมายการเปิดประเทศของจีนครั้งต่อไปจะใช้ในเชิง “กลยุทธ์เปิดกว้าง” สอดคล้องกับโครงการ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”(อี่ ไต้ อี่ ลู่) เส้นทางสายไหมยุคดิจิทัล ที่จีนจะทำให้โลกตะวันตกเชื่อมโยงกับโลกตะวันออก ในรูปแบบที่ประหยัดเวลาและต้นทุน
ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งภาคพื้นดินด้วยรถไฟความเร็วสูง ทางทะเล ที่สำคัญยิ่งคือทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน ท่าอากาศยานขนส่งสินค้า หรือสายการบินต่างๆพร้อมๆกับความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่าง “คนสู่คน” เชิงการค้าผ่านระบบ e-commerce
แม้แต่ไทยที่จีนเข้าร่วมสร้าง และร่วมพัฒนาระบบโครงสร้างหลายแห่ง รวมโครงการท่าเทียบเรือ ฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล มูลค่า 142 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างตั้งแต่ปี 2559 กำหนดแล้วเสร็จปี 2562, โครงการสร้างรถไฟฟ้า (MRT) สายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และการขุดลอกบำรุงรักษาการท่าเรือแห่งประเทศไทย
ดังคำกล่าวของ นายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง ของจีน ที่ CCIEE ยกมาให้ฟังว่า “เพื่อสันติภาพที่ดีขึ้น ไม่ใช่สำหรับจีน แต่สำหรับคนทั่วโลก ร่วมโชคชะตาไปด้วยกัน”....
กิรณา อินทร์ชญาณ์