เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 28 มี.ค. สื่อในประเทศจีนยืนยันว่า ผู้มาเยือนลึกลับที่เดินทางมากับรถไฟกันกระสุน และได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ในกรุงปักกิ่งนั้นไม่ใช่ใครอื่น คือ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือนั่นเอง

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ คิม จอง-อึน เดินทางออกนอกประเทศอันลึกลับแห่งคาบสมุทรเกาหลี (เท่าที่มีการเปิด) นับตั้งแต่เขาขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดสืบต่อจากบิดาผู้ถึงแก่อนิจกรรมในปี 2554 หรือมากกว่า 6 ปีหลังจากเขาพยายามรวมศูนย์อำนาจภายในประเทศ รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธและนิวเคลียร์

ในสถานการณ์ปกติ การเดินทางเยือนจีนอาจถูกมองเพียงว่า เป็นการแสดงความมั่นใจของ คิม จอง-อึน ว่าเกาหลีเหนืออยู่ภายใต้อำนาจของเขา จนสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้โดยไม่ต้องกลัวการชิงอำนาจ แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากชี้ว่า ความเคลื่อนไหวของคิมในครั้งนี้ อาจมีจุดประสงค์อื่นๆ อีก

คิม จอง-อึน จับมือกับสี จิ้นผิง
คิม จอง-อึน จับมือกับสี จิ้นผิง

...

*เพื่อตอกย้ำว่าเกาหลีเหนือยังคงเป็นมิตรกับจีน

ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา เกาหลีเหนือมีความเคลื่อนไหวทางการทูตมากมาย ทั้งพยายามฟื้นความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ ซึ่งผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายมีกำหนดพบปะกันในการประชุมสุดยอดวันที่ 27 เม.ย.นี้ รวมถึงเสนอให้มีการประชุมสุดยอดระหว่างคิม จอง-อึน และโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ คู่อริเก่าแก่ แต่กลับไม่มีการพูดถึงมหามิตรอย่างจีนเลย

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับจีนเข้มแข็งมาตั้งแต่เมื่อครั้งอดีต และเป็นคู่ค้าพลังงานที่สำคัญ ทว่านับตั้งแต่ปี 2556 เรื่องมีสัญญาณของรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างแดนโสมแดงกับแดนมังกรปรากฏให้เห็น หลังคิม จอง-อึน สั่งประหารชีวิตนาย จาง ซอง-แท็ก อาเขยของเขาผู้มีอิทธิพลสูงในและอาจเป็นภัยต่อตำแหน่งของเขา

ต่อมาในปี 2559-60 เกาหลีเหนือก็ทดสอบยิงขีปนาวุธในช่วงเวลาสำคัญของจีน ทั้งตอนเป็นเจ้าภาพประชุม จี20 และพิธีเปิดการประชุมเส้นทางสายไหมใหม่ และการประชุมสุดยอดผู้นำ บริกส์ (BRICS) ทำให้จีนโหวตสนับสนุนมติสหประชาชาติให้คว่ำบาตรเกาหลีเหนืออย่างรุนแรง

สี จิ้นผิง จัดงานเลี้ยงต้องรับคิม จอง-อึน
สี จิ้นผิง จัดงานเลี้ยงต้องรับคิม จอง-อึน

แต่ไม่ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่พอใจอีกฝ่ายมากเพียงไร ก็คงไม่เพียงพอให้ คิม จอง-อึน กล้าพบไปกับ มูน แจ-อิน และโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนสี จิ้นผิง เป็นแน่ และในการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ซึ่งสื่อจีนอ้างว่าเป็นไปตามคำเชิญของ สี จิ้นผิง นั้น ตอกย้ำว่า คิม จอง-อึน ตัดสินใจเจริญรอยตามพ่อและปู่ของเขาด้วยการเดินทางเยือนจีนเป็นชาติแรก เพื่อแสดงให้เห็นว่าเกาหลีเหนือกับจีนยังคงเป็นมิตรกัน

“เพียงข้อเท็จจริงที่ว่าการพบกับครั้งนี้เกิดขึ้น และแถลงการณ์จากจีนในเรื่องนี้ ก็เพิ่มแรงงัดให้คิม จอง-อึน ในการเจรจาใดๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้แล้ว เพราะมันแสดงให้เห็นว่า คิม มีเพื่อนในปักกิ่ง” นายอดัม เมาท์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงในสถานบันนักวิทยาศาสตร์อเมริกันแห่งชาติ กล่าว

คิม จอง-อึน และนาง รี ซอล จู ภริยา โบกมือลาเจ้าหน้าที่จีน
คิม จอง-อึน และนาง รี ซอล จู ภริยา โบกมือลาเจ้าหน้าที่จีน

...

*เพื่อก้าวสู่เวทีโลกในฐานะผู้สร้างสันติภาพ

คิม จอง-อึน ยังใช้โอกาสนี้ในการก้าวเข้าสู่เวทีโลกในฐานะผู้นำที่เท่าเทียมกันกับชาติอื่นๆ โดยนาย จีน ลี นักวิเคราะห์ของจากศูนย์เพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์และนโยบายสังคมเกาหลี ของบริษัทฮุนได ระบุว่า “เรากำลังได้เห็นยุทธศาสตร์ทางการทูตของเกาหลีเหนือที่วางแผนมาอย่างระมัดระวัง เปิดเผยบนเวทีโลก โดยเริ่มที่ปักกิ่ง”

ในปี 2560 อาจถือได้ว่าเป็นปีแห่งการทดสอบขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก็ว่าได้ ทว่านับตั้งแต่โลกก้าวเข้าสู่ปี 2561 ท่าทีของเกาหลีเหนือก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยหันมาผลักดันด้านการทูตเพียงอย่างเดียว

ในเดือนม.ค. รัฐบาลเปียงยางเปิดช่องทางสื่อสารทางการทูตกับกรุงโซลอีกครั้ง และไม่กี่วันต่อมาก็มีการตกลงให้นักกีฬาเกาหลีเหนือเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว ซึ่งคิม จอง-อึน ส่งน้องสาวคือ คิม โย-จอง ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ไปเป็นทูตในเกาหลีเหนือ และเชิญประธานาธิบดี มูน แจ-อิน ให้พบกับผู้นำคิม กลายเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครั้งใหญ่ ที่เมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้คงไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้น

คิม จอง-อึน กำลังจะโดยสารรถไฟกันกระสุนกลับประเทศ
คิม จอง-อึน กำลังจะโดยสารรถไฟกันกระสุนกลับประเทศ

...

คิม จอง-อึน ยังมีคำเชิญผ่านทูตเกาหลีใต้ถึง โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างโอกาสที่จะเกิดการพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในตำแหน่ง กับผู้นำเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้วย “เขาวางตำแหน่งตัวเองไว้ในฐานะผู้สร้างสันติภาพ เขาเป็นคนเดินก้าวแรกในทุกๆ เรื่อง” นายลีกล่าว

ด้านนาย ตง จ้าว ผู้เชี่ยวชาฐด้านเกาหลีเหนือจาก ศูนย์ ‘คาร์เนกี ชิงหัว’ เพื่อนโยบายโลก ในกรุงปักกิ่งระบุว่า “หลังจากประสบความสำเร็จในการครอบครัวขีดความสามารถในการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ขั้นพื้นฐาน ตอนนี้เกาหลีเหนือพร้อมที่จะก้าวสู่ขั้นตอนใหม่” “เปียงยางจำเป็นต้องรับมือกับผลด้านลบที่ตามมาจากการพัฒนาอาวุธ และฟื้นความสัมพันธ์กับจีน รวมทั้งสหรัฐฯ, เกาหลีใต้ หรือแม้แต่ญี่ปุ่นด้วย”

จอโทรทัศน์ในเกาหลีใต้ฉายภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ กับ คิม จอง-อึน
จอโทรทัศน์ในเกาหลีใต้ฉายภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ กับ คิม จอง-อึน

...

*แยกสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ ด้วยคำมั่น ‘ปลดอาวุธนิวเคลียร์’

เรื่องสำคัญอีกอย่างที่เกิดขึ้นในการพบกันระหว่างคิม จอง-อึน กับสี จิ้นผิง คือ คิมย้ำจุดยืนในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี

นาย โจนาธาน คริสตอล นักวิเคราะห์จากสถาบันนโยบายโลก (World Policy Institute) ระบุว่า แถลงการณ์ดังกล่าวมีความสำคัญมาก เพราะสดงให้เห็น โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งผลักดันในเรื่องนี้มาตลอดเห็นว่า มีเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์อยู่ยนโต๊ะเจรจา ทำให้โอกาสที่สหรัฐฯ จะถอยจากการเจรจาเหลือน้อยลง เช่นเดียวกับโอกาสที่คิมจะกลับคำ เพราะจะถือเป็นการไม่เคารพต่อสี จิ้นผิง

แต่เมื่อพิจารณาดีๆ จะพบว่า คิม จอง-อึนพูดว่า “ปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี” ซึ่งต่างกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์แต่เพียงฝ่ายเดียวในเกาหลีเหนือ ที่คิมคงไม่มีวันเห็นด้วย

ขณะที่เป็นไปได้ว่า การปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีของคิม จอง-อึน นั้นอาจหมายถึง การถอนการป้องกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (nuclear umbrella) หรืออาจรวมถึงทหารอเมริกันออกจากคาบสมุทรเกาหลีไปเลย เห็นได้จากคำพูดของผู้นำเกาหลีเหนือระหว่างเยือนปักกิ่งที่ว่า “ปัญหาเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีสามารถแก้ได้ หากเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ตอบรับความพยายามของเราด้วยความปรารถนาดี สร้างบรรยากาศสงบสุขและมั่นคง ในเวลาเดียวกันก็ใช้มาตรการอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อทำให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริง”

มูน แจ-อิน ประธานาธิบดี เกาหลีใต้
มูน แจ-อิน ประธานาธิบดี เกาหลีใต้

นายคริสตอลกล่าวด้วยว่า คิมอาจจะใช้เรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ปูทางให้ทรัมป์ถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากเกาหลีใต้ เพราะนับตั้งแต่รับตำแหน่งประธานาธิบดีทรัมป์ถ้อยแถลงที่ทำร้ายความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้หลายครั้ง ทั้งกล่าวหารัฐบาลกรุงโซลว่าไม่จ่ายเงินให้สหรัฐฯ มากพอกับการปกป้องที่พวกเขามอบให้ และว่าโซลกำลังเอาเปรียบสหรัฐฯ ซึ่งหากมีการถอนทหารจริง ทรัมป์ก็สามารถประกาศชัยชนะครั้งใหญ่ที่ได้ทำเพื่อสนองนโยบายอเมริกันต้องมาก่อน ขณะที่ผู้ชนะตัวจริงคือเกาหลีเหนือกับจีน

แต่ด้วยการแต่งตั้งนาย จอห์น โบลตัน เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติคนใหม่ของสหรัฐฯ ผู้ไม่เพียงต้องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ แต่ต้องการเปลี่ยนรัฐบาลด้วย จึงเป็นไปได้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะไม่ถอนทหาร แต่อาจกำลังพยายามหลอกล่อเกาหลีเหนือ เพื่อหาข้ออ้างในการเปิดสงคราม ซึ่งไม่ว่าสถานการณ์จะดำเนินไปทิศทางใด ภาระหนักจะตกอยู่ที่ มูน แจ-อิน ที่ต้องหาทางเลี่ยงไม่ให้เกิดสงครามที่ไม่จำเป็นหรือการถอนทหาร โดยไม่ทำให้เกิดความบาดหมางกับทั้งจีนและทรัมป์