คุมตัว “โชกุน” เข้ากองปราบ เจ้าตัวยันไม่ได้ขายทัวร์ ปัดฉ้อโกง ไประนอง เพื่อรวบรวมทรัพย์ขาย หาเงินชดใช้ ส่วนเงิน 20 ล้าน อ้างซื้อสินค้าไปแล้ว สอบพบเช่าเหมาลำในประเทศบ่อย ใช้ชีวิตหรูหรา ด้านผู้เสียหายฉุน ถามไม่ได้คำตอบ

เมื่อเวลา 00.47 น. วันที่ 13 เม.ย. 60 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. พล.ต.ต.ประเสริฐ พัฒนาดี ผบก.ปคบ. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ควบคุมตัว นางสาวพสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือ ศรัณย์พัชร์ กิติขจรพัชร์ หรือ ซินแสโชกุน กรรมการบริหาร บริษัท Wealth Ever และผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล ข้อหาฉ้อโกงประชาชน เมื่อมาถึงเจ้าหน้าที่ได้ให้ผู้ต้องหาเซ็นชื่อรับทราบข้อกล่าวหา โดยผู้ต้องมีมีสีหน้าเคร่งเครียดและกังวลอย่างเห็นได้ชัด โดยมีทนายความเดินทางมาด้วย จากนั้น นำตัวให้แพทย์ตรวจร่างกายเพื่อยืนยันว่า ไม่ได้ถูกข่มขู่หรือทำร้ายแต่อย่างใด

พล.ต.ต.ประเสริฐ แถลงว่า คดีนี้ถือเป็นคดีสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจทั่วประเทศ และมีผู้เสียหายจำนวนมาก ซึ่งวันนี้หลังสืบทราบว่าผู้ต้องหาพร้อมพวกหลบหนีไป จ.ระนอง ก็นำกำลังไปจนติดตามจับกุมได้ โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่ง คสช. เชิญตัวทั้ง 9 คน มาสอบสวน ทำให้ทราบแน่ชัดแล้วว่า นางสาวพสิษฐ์ เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดจริงตามหมายจับเลขที่ 939/2560 ลงวันที่ 12 เม.ย. 60 ฐานฉ้อโกง เจ้าหน้าที่ทหารจึงส่งตัวให้พนักงานสอบสวน ส่วนคนที่เหลือ เจ้าหน้าที่ทหารคุมไปสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป หากพบว่ามีการกระทำผิดร่วมกันจริง ก็จะดำเนินคดี

จากนั้น นางสาวพสิษฐ์ ตอบคำถามสื่อมวลชน ยืนยันหนักแน่นว่า ไม่ได้ฉ้อโกง เพียงแต่ทำบริษัทขายสินค้าออนไลน์ ชวนคนมาแบ่งค่าคอมมิชชัน แล้วจัดโปรโมชันพาสมาชิกไปเที่ยว จัดมาแล้วหลายทริป เริ่มตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค. 59 ต่อมา ม.ค. 60 ก็ไปหาสินค้ามาขาย และจดทะเบียนบริษัทช่วงปลาย ม.ค. 60 พร้อมบอกว่า มีผู้สนับสนุนทุนอยู่ที่ฮ่องกง ช่วงแรกพาสมาชิกไปเที่ยวฮ่องกง และนำสินค้ามาให้คนทานฟรีเพื่อโปรโมต เพราะเห็นว่าดีกว่าไปจ้างดารานักแสดง กระทั่งต่อมาช่วง ก.พ. 60 มีการพาไปเที่ยวโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ให้แม่ทีมไปชวนบอกว่าสมัคร 500 บาท จะได้เที่ยวฟรี ขอย้ำว่า แค่เอาสินค้ามาขาย ไม่ใช่เจ้าของแบรนด์ ขายออนไลน์ เน้นยอดขาย เจ้าของเงินทุนฮ่องกงเป็นสปอนเซอร์ แต่เงินไม่ได้ส่งให้ฮ่องกง เพราะเป็นค่าสินค้า อีกทั้งเคยเป็นเป็นซินแส เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจอยู่ที่ฮ่องกง และบริษัทก็จดทะเบียนที่ฮ่องกงด้วย

...

“ไม่เคยโปรโมตขายทัวร์ เราขายสินค้า ซื้อสินค้าตามจำนวน จะพาไปเที่ยว ไม่ได้ขายทัวร์ สมัครสมาชิกซื้อสินค้า มีคนมักง่ายไปขายเป็นทัวร์ บางรายมาติดต่อซื้อทัวร์ ยืนยันว่าขายอาหารเสริม ไม่ได้สนับสนุนการขายทริปทัวร์ พยายามคืนเงินคนซื้อทัวร์เพราะขายสินค้า ส่วนเรื่องการเช่าเหมาลำนั้น ไม่เป็นความจริง ยอมรับว่าทำไม่ได้ เพราะต้องดำเนินการล่วงหน้า 3-5 เดือน ซึ่งการพาสมาชิกเดินทางไปครั้งก่อน จะให้ทางฮ่องกง จัดการให้ว่าไฟลต์ไหน สายการบินอะไร แยกกันไป ก่อนรวมตัวกันที่โอซาก้า” นางสาวพสิษฐ์ กล่าว

สำหรับคลิปเสียง ที่อ้างว่าจะมีผู้ใหญ่จากสำนักพระราชวัง มางานเปิดบริษัทนั้น นางสาวพสิษฐ์ บอกว่า เป็นแค่แขกผู้ใหญ่ที่ออแกไนซ์แจ้งมา บอกว่าต้องทำเรื่องไปสำนักพระราชวัง จำชื่อไม่ได้ แต่เป็นระดับหม่อมเจ้า ขณะที่เรื่องการเปลี่ยนชื่อบ่อยนั้น ครั้งแรกมารดาเป็นคนเปลี่ยนให้ แต่หลังจากศึกษาตามศาสตร์ที่เป็นซินแสแล้ว จึงเปลี่ยนมาเป็นชื่อปัจจุบัน เพราะเห็นว่าดีกับตัวเอง

นางสาวพสิษฐ์ ตอบคำถามถึงเรื่องการไป จ.ระนอง ว่า ทีแรกตั้งใจจะไปสนามบินสุวรรณภูมิ แต่มีคนไลน์มาบอกว่าอย่าเพิ่งไป เพราะกลัวจะถูกล็อกตัว และตนเองก็ไม่อยากอยู่ในเขต จ.นนทบุรี จึงนัดกับพวกไป จ.ระนอง เพื่อรวบรวมทรัพย์สินและทองไปขายนำเงินมาคืนผู้เสียหายเท่านั้น “ยืนยันว่าไม่ได้หนี และเป็นคนโทรศัพท์ให้ตำรวจมารับด้วยตัวเอง ไม่มีเจตนาหนี” จากนี้ จะให้ทนายความเป็นคนชี้แจงเรื่องค่าเสียหาย

ทั้งนี้ ผู้เสียหายบางส่วนที่เข้ามาในห้องสอบสวน ถามว่าจะคืนเงินภายใน 3 วันได้จริงหรือไม่ เพราะที่บอกให้ลงชื่อกับแม่ทีม แต่แม่ทีมไม่มีการตอบรับ และหลังจากจ่ายเงินไปสินค้าและค่าคอมมิชชันก็ไม่เคยได้ เลื่อนไปเรื่อยๆ ต่อมาเมื่อถามถึงเรื่องการเช่าเหมาลำและสายการบิน ผู้เสียหายหลายคนถึงกับแสดงความไม่พอใจ เพราะ นางสาวพสิษฐ์ ให้คำตอบว่า ไม่เคยพูดว่าเป็นสายการบินนั้นๆ

ภายหลังผู้เสียหายออกจากห้อง พล.ต.ท.ฐิติราช ได้สอบสวนต่อโดยถามอย่างตรงไปตรงมาว่า เงิน 20 ล้านบาท ที่ประชาชนจ่ายมาอยู่ที่ไหน ผู้ต้องหาก็อ้างว่านำไปซื้อสินค้า แล้วเงิน 9 แสนบาท ค่าเช่าเหมาลำเครื่องบินไปไหน ผู้ต้องหาตอบว่าไป จ.ภูเก็ต ไปกับกลุ่มนักลงทุน ส่วนคอนโดมิเนียมที่ซื้อด้วยเงินสด 2 ล้านกว่าบาทนั้น ก็มาจากค่าคอมมิชชันของตัวเอง โดย พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า มีการเช่าเหมาลำหลายครั้ง และใช้ชีวิตอย่างหรูหรา พร้อมแนะว่าต้องสำนึกและเอาเงินมาคืน

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามต่อไปว่า เจ้าหน้าที่จะมีการให้ประกันตัวหรือไม่ ซึ่งขณะนี้มีอำนาจควบคุมตัว 48 ชม. และขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่ก่อน ส่วนการเข้าข่ายมาตรา 112 หรือไม่นั้น ต้องขยายผลต่อไปก่อน ซึ่ง รอง ผบ.ตร. ยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างไม่ละเว้น.

ดูคลิปช่วงการแถลงข่าว ที่นี่

** ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิก **