ผบก.ปอศ. เปิดพฤติการณ์ การโอนเงินบริจาค สร้างพูลวิลล่า-มูลนิธิองค์กรทำดีที่คลอง 8 เผย "บุ๋ม ปนัดดา" อ้างได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็น แต่ข้อมูลการทำธุรกรรมกว่าร้อยครั้งต่อปี และ SMS แจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์ คือหลักฐานชี้ชัดที่ตำรวจต้องใช้พิจารณา
วันที่ 7 พ.ย. 2569 ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) ได้ตอบสื่อมวลชน ในการแถลงความคืบหน้าการตรวจสอบมูลนิธิองค์กรทำดี ของ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี โดยชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์การใช้เงินบริจาค การสร้างพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ต การก่อสร้างมูลนิธิแห่งใหม่ รวมถึงการตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า จากพฤติการณ์ที่ตำรวจตรวจพบในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการนำเงินไปก่อสร้างพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ต โดยผู้ต้องหาอาจอ้างว่าไม่ทราบว่าเงินที่โอนไปนั้นมาจากไหน และอ้างว่านายอธิป หรือก๊อต เป็นผู้ดำเนินการจ่ายเงินให้ช่างเอ๋ ซึ่งเป็นช่างที่รับงานก่อสร้าง แต่จากการสืบสวนพบรูปแบบการโอนเงินที่บ่งชี้ว่า นางปนัดดารับทราบเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ การก่อสร้างที่พักอาศัยระหว่างผู้จ้างกับผู้รับเหมาก่อสร้าง จะต้องมีการทำสัญญาว่าจ้าง ระบุถึงรายละเอียดและการจ่ายเงินค่าจ้าง ซึ่งตำรวจพบว่าเส้นเงินได้ออกจากบัญชีมูลนิธิ บัญชีส่วนตัวของนางปนัดดา และบัญชีที่รับเงินบริจาค ไปยังช่างเอ๋รวมกว่า 90 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่ตกลงกันไว้ประมาณ 18 ล้านบาท
ตำรวจจึงตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงมีการโอนเงินเกินกว่าราคาที่ตกลงกันไว้ถึง 18 ล้านบาท และเมื่อมีการถอนเงินกลับออกมา ยังพบว่ามีการโอนเงินย้อนกลับไปยังบัญชีของสามี หรือก๊อต เกือบ 50 ล้านบาท รวมถึงมีเงินบางส่วนโอนย้อนกลับไปยังบัญชีของนางปนัดดาอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังพบพฤติการณ์ในลักษณะคล้ายกันกับการก่อสร้างมูลนิธิแห่งใหม่ที่คลอง 8 จังหวัดปทุมธานี เพียงแต่เปลี่ยนจากช่างเอ๋ เป็นช่างรายอื่น โดยตำรวจพบว่ามีการโอนเงินเกินกว่าข้อตกลง และมีเงินบางส่วนไหลย้อนกลับมาหากลุ่มผู้ต้องหา
ตำรวจมองว่านี่อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งในการนำเงินออกจากบัญชีรับบริจาค นอกเหนือจากการโอนเข้าบัญชีส่วนตัว การนำไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับ และการนำไปลงทุนในกองทุนต่าง ๆ ส่วนรายละเอียดว่ามีการโอนผ่านบัญชีใดบ้าง ขอสงวนไว้เป็นข้อมูลในสำนวนสอบสวน
ส่วนผู้ต้องหาชี้แจงว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในการโอนเงิน ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่สามารถทำได้ แต่ตำรวจยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนที่จะดำเนินคดี คือข้อมูลการทำธุรกรรมจำนวนมากถึงหลักร้อยครั้งต่อปี และมีการส่ง SMS แจ้งเตือนธุรกรรมไปยังโทรศัพท์ของนางปนัดดาทุกครั้ง ดังนั้นแม้จะอ้างว่าไม่ทราบ พนักงานสอบสวนก็ต้องรับฟังไว้ แต่จะเชื่อหรือไม่ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานอื่นประกอบด้วย
ส่วนขั้นตอนการบริจาคเงินและการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ยืนยันว่าพยานหลักฐานที่พบว่า นางสาวปนัดดา นำเงินบริจาคไปใช้ในกิจกรรมส่วนตัวกว่า 70%
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยืนยันตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ นางสาวปnัดดาได้มีการยื่นภาษีต่อกรมสรรพากรเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงปี 2567–2568 เป็นช่วงที่มียอดเงินบริจาคเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยแต่ละปีมีเงินเข้ามาในระดับประมาณ 200–300 ล้านบาท จึงเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบถึงเหตุผลที่ไม่มีการรายงานข้อมูลภาษี
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ มองว่า พฤติการณ์ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกลอุบายที่ตำรวจตรวจสอบ และสะท้อนข้อสงสัยว่ามูลนิธิอาจไม่ได้มีเจตนาดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง แต่มีพฤติการณ์เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน
ส่วนกรณีที่พบว่า มีการนำเงินของบัญชีมูลนิธิออกใช้ส่วนตัวตั้งแต่ปี 2558 นั้น ตำรวจยืนยันว่า การเบิกจ่ายสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ แม้ว่าจะมีการเบิกเงินสดหน้าเคาน์เตอร์ของธนาคารก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องเป็นคนชี้แจง ว่านำเงินไปใช้ทำอะไร รวมทั้งในเรื่องของการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม และการโยกย้ายเงิน แต่ยังไม่ยืนยันว่าเอามาใช้ส่วนตัวตั้งแต่เปิดบัญชีหรือไม่ แต่ตำรวจย้ำว่ามีพยานหลักฐานชัดเจน ซึ่งให้สิทธิ์ผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนชี้แจง
ส่วนการทำธุรกรรมของมูลนิธิตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน พบว่ามีการทำธุรกรรม 3.2 ล้านครั้ง รวมประมาณ 815 ล้านบาท มีเงินถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ประมาณ 527 ล้านบาท และเงินที่ใช้ในกิจการมูลนิธิจริง ๆ อาจเหลือประมาณ 280 กว่าล้าน
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ยืนยันตัวเลขเงินที่ถูกนำออกจากบัญชีประมาณ 527 ล้านบาท แต่ขอเวลาให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม โดยระบุว่าตัวเลขทั้งหมดเป็นยอดประมาณการจากการสืบสวนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องประมาณ 4–5 เดือน
ส่วนความคืบหน้าการออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมในวงที่ 2 และวงที่ 3 พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า ตามขั้นตอนจะต้องเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบปากคำก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้ชี้แจงที่มาของเงิน และธุรกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลในวงที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนเงินจากผู้ต้องหา โดยย้ำว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับเงินโอนจะเข้าข่ายการกระทำความผิด เพราะบางรายอาจมีเหตุผลหรือมีธุรกรรมอื่นที่สามารถชี้แจงได้ แต่จะต้องมีพยานหลักฐานประกอบ ไม่ใช่เพียงคำอธิบายปากเปล่า โดยหากจะพิจารณาว่าเป็นความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน จะต้องตรวจสอบว่าบุคคลนั้นมีความรู้หรือมีมูลเหตุจูงใจอย่างไร จึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับหรือโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุอีกว่า ขณะนี้ตำรวจเตรียมเรียกบุคคลในวงที่ 2 และวงที่ 3 เข้ามาสอบปากคำตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป
ส่วนในคดีนี้ใครเป็นผู้บงการใหญ่ หรือ Last Boss พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่จริง ๆ แล้วไม่มีการแบ่งว่าใครเป็น Last Boss เพราะทุกคนที่รับเงินถือเป็นผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบทั้งหมด รวมถึงจะต้องมีการขยายผลกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะวงที่ 2 ซึ่งเป็นกลุ่มกรรมการมูลนิธิ และกลุ่มช่างที่รับโอนเงิน โดยจะต้องชี้แจงว่าเงินดังกล่าวนำไปใช้ทำอะไร หากตรวจสอบพบว่าเงินเข้าบัญชีส่วนตัว และไม่มีเหตุผลรองรับ ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินได้ หรือหากมีการโอนเงินย้อนกลับไปยังนางสาวปนัดดา ก็อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของการฟอกเงินเช่นกัน ดังนั้นบุคคลทุกคนที่มีเงินก้อนใหญ่และเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน จะต้องถูกเรียกเข้ามาสอบสวนทั้งหมด
ส่วนกรณีที่มีการลบโพสต์เปิดรับบริจาค พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้หมดแล้ว ก่อนที่เพจจะหายไป จึงไม่มีผลต่อการเก็บพยานหลักฐานที่ดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้ รวมทั้งแอดมินเพจก็ได้เรียกสอบแล้ว
เมื่อถามว่า จะมีการแยกรายรับรายจ่ายระหว่างบัญชีส่วนตัวกับมูลนิธิอย่างไรว่า ทรัพย์สินอย่างกระเป๋าแบรนด์เนม รถยนต์ และบ้านหรูของนางสาวปนัดดา ซื้อจากรายได้ส่วนตัวหรือใช้เงินบริจาค พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า การแยกรายรับรายจ่าย ไม่เป็นอุปสรรคต่อพนักงานสอบสวน เนื่องจากหากเป็นรายรับส่วนตัวจะต้องมีการเสียภาษี ซึ่งจะทำให้รู้ว่าเงินส่วนไหนเป็นของมูลนิธิหรือเงินส่วนตัว
โดยจากข้อมูลที่ตำรวจพบว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา นางสาวปนัดดาได้ยื่นเสียภาษีรายรับ ไม่เกินปีละประมาณ 2.5 ล้านบาท หากคิดรวม 10 ปี รายได้ที่แสดงไว้จึงไม่ควรเกินประมาณ 25 ล้านบาท แม้นางสาวปนัดดาอาจมีธุรกิจส่วนตัวอื่น ๆ ซึ่งตำรวจตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจไว้แล้ว แต่ผลประกอบการที่พบยังไม่สอดคล้องกับมูลค่าทรัพย์สินที่ซื้อมา
นอกจากนี้ เส้นทางการเงินยังสามารถตรวจสอบได้ว่ามีการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมที่ไหน และในช่วงเวลาใด จึงสามารถนำมาเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่มีการโอนเงินจากบัญชีรับบริจาคได้
อย่างไรก็ตาม ตำรวจยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกรณีที่มีการเบิกเงินสด และนำไปใช้ แต่ผู้ถูกกล่าวหาต้องชี้แจงให้ได้ว่านำเงินดังกล่าวไปใช้กับอะไร ซึ่งในคดีนี้ทางตำรวจยืนยันว่ามีหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปถึงการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมอย่างชัดเจน ไม่ใช่กรณีที่ผู้ต้องหาถอนเงินสดมาเก็บไว้ที่บ้านก่อน แล้วจึงนำเงินสดไปซื้อภายหลัง ดังนั้นตำรวจจึงมองว่าการตรวจสอบเส้นทางเงินในส่วนนี้ไม่ได้มีความซับซ้อน และสามารถแยกแยะได้ว่าเงินที่นำไปซื้อทรัพย์สินมาจากแหล่งใด
ในส่วนของสนามเทรล พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า เป็นอีกคดีหนึ่งที่อยู่ระหว่างดำเนินการโดยตำรวจ สภ.บ้านนา จ.นครนายก ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ฝ่ายทหารจะต้องพิจารณาดำเนินคดี เรื่องการบุกรุกพื้นที่ทหารหรือไม่
ส่วนการได้มาซึ่งสนามเทรลดังกล่าว ไม่ใช่การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เป็นการได้สิทธิในการใช้ประโยชน์ โดยตำรวจมีข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินแล้ว และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานกัน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าทราบแล้วว่าเงินมาจากไหน แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเป็นเงินที่โอนจากมูลนิธิไปให้ น.ส.ปนัดดา ก่อนที่ น.ส.ปนัดดา จะนำไปจ่ายเพื่อซื้อสิทธิในสนามเทรลหรือไม่ ตำรวจยืนยันว่าทราบต้นทางของเงินและบัญชีที่เป็นต้นทางแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะเป็นอำนาจการสอบสวนของ สภ.บ้านนา
เมื่อถามว่าจะสามารถอายัดพื้นที่สนามเทรลได้หรือไม่ ตำรวจระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุ และผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ซื้อสิทธิในการใช้ประโยชน์เท่านั้น ส่วนจะดำเนินการอย่างไรต้องสอบถาม สภ.บ้านนา โดยยืนยันว่าจะไม่ก้าวล่วงการสอบสวนของตำรวจท้องที่
ส่วนกรณีที่ น.ส.ปนัดดา แจ้งความดำเนินคดีสามีนั้น ตำรวจยังไม่ฟันธงว่าเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่ โดย พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนในพื้นที่ที่จะต้องพิจารณา โดยข้อมูลการสอบสวนของแต่ละหน่วยงานมีการแลกเปลี่ยนกันอยู่แล้ว หากพบว่าการแจ้งความเป็นเรื่องจริงก็ต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริง แต่หากไม่เป็นความจริงก็ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐาน
ด้าน พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังไม่อยากให้สรุปในตอนนี้ว่าเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่ ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบก่อน เนื่องจากทั้ง บก.ปอศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ภายใต้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และมีการเชื่อมโยงพยานหลักฐานระหว่างกันอยู่แล้ว เมื่อความจริงปรากฏจึงค่อยพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร
ส่วนคำถามที่ว่าคดีนี้มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายพนันออนไลน์ หรืออาชญากรรมทางไซเบอร์ด้วยหรือไม่นั้น ทางตำรวจระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบความเกี่ยวข้อง แต่ยืนยันว่าการสอบสวนจะตรวจสอบทุกมิติ ทั้งเส้นทางเงินว่ามาจากที่ใดและถูกโอนไปยังที่ไหน หากพบว่ามีการโอนเงินไปยังบุคคลอื่น และบุคคลนั้นรู้ว่าเงินดังกล่าวได้มาจากการกระทำความผิด ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน แต่หากไม่รู้หรือได้รับเงินมาโดยสุจริต ก็ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน
สำหรับกรณีบัญชีของ น.ส.ปนัดดา เคยถูกอายัดหรือมีการดำเนินการจากคดีอื่นมาก่อนหน้านี้ ตำรวจระบุว่า คดีปัจจุบันเป็นการดำเนินคดีในประเด็นฉ้อโกงประชาชน ส่วนการอายัดบัญชีหรือการดำเนินการก่อนหน้านี้เป็นอีกคดีหนึ่ง แต่หากพบว่ามีความเกี่ยวพันกันก็จะต้องสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป
ทั้งนี้ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้ฝากถึงมูลนิธิต่าง ๆ ที่มีเจตนาทำความดีและช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริงว่า ไม่อยากให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อกำลังใจของมูลนิธิเหล่านั้น และยังสามารถดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือประชาชนต่อไปได้ หากมีเจตนาบริสุทธิ์ แต่สำหรับผู้ที่คิดจะจัดตั้งมูลนิธิเพื่อหลอกลวงประชาชน ขออย่าทำ เพราะไม่ควรนำความศรัทธาของประชาชนมาเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ และไม่ว่าจะทำอะไรไว้ สักวันความจริงก็จะปรากฏ
พร้อมฝากคำพูดของเปาบุ้นจิ้นว่า "ตาข่ายฟ้าขวาง แม้มีช่องโหว่ แต่ไร้รอยร่วง" หมายความว่า ต่อให้พยายามหลบเลี่ยงอย่างไร สุดท้ายก็ไม่สามารถหนีความจริงได้ และเมื่อความจริงปรากฏ ผู้กระทำความผิดจะถูกดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด
นอกจากนี้ ยังฝากเตือนประชาชนที่มีจิตศรัทธาและต้องการช่วยเหลือผู้อื่นว่า การบริจาคเงินให้มูลนิธิเป็นสิ่งที่ดี ไม่อยากให้ประชาชนหมดความเชื่อมั่นหรือหยุดบริจาคเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามูลนิธิที่บริจาคให้มีความจริงใจและดำเนินงานอย่างถูกต้องหรือไม่
พร้อมฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลมูลนิธิ ไม่ว่าจะเป็นนายทะเบียน กรมสรรพากร ธนาคาร และหน่วยงานอื่น ๆ หากพบความผิดปกติควรส่งข้อมูลให้ตำรวจตรวจสอบรวมถึงประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นผู้บริจาคหรือไม่ได้บริจาค แต่เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดมูลนิธิและพบเห็นพฤติกรรมผิดปกติ ก็ควรให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะหากไม่มีใครตรวจสอบเป็นเวลานาน อาจเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นได้ โดยเฉพาะกรณีที่บางคนอาจไม่กล้าตรวจสอบเพราะเห็นว่ามูลนิธิมีชื่อเสียง จึงเลือกที่จะปล่อยผ่าน จนทำให้เกิดปัญหาตามมา
พล.ต.ต.สุวัฒน์ ย้ำว่า การทำความดีเป็นสิ่งที่ดีและไม่ควรเสียกำลังใจ แต่หากใครทำไม่ดีหรือมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ก็จะต้องถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาด พร้อมยืนยันว่ากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางจะทำงานอย่างมืออาชีพ เป็นกลาง และเคียงข้างประชาชน