ผบก.ปอศ. เผยยอดเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี รวม 3 บัญชีกว่า 815 ล้านบาท พบเส้นเงินรวมกว่า 527 ล้านบาท ถูกโอนออกบัญชีหลัก ไปใช้ในกิจกรรมส่วนตัว ซื้อประกันกองทุน-ให้ช่างสร้างพูลวิลลา รวมถึงซื้อเครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม และชำระค่าบัตรเครดิต
วันที่ 7 พ.ย. 2569 ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) เผยความคืบหน้าการตรวจสอบมูลนิธิของ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
โดยระบุว่าช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 บุ๋ม ปนัดดา ได้เชิญชวนให้คนบริจาคเงินผ่านช่องทางออนไลน์ เข้าบัญชีธนาคารที่องค์กรทำดี ซึ่งเป็นบัญชีส่วนตัวของตนเอง โดยอ้างว่านำเงินบริจาคไปใช้ในการกุศล ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนหลายกิจกรรม
และเมื่อเดือนธันวาคมปี 2560 ได้สร้างเฟซบุ๊กชื่อองค์กรทำดี เชิญชวนให้ประชาชนบริจาคเงินเข้าบัญชีที่เปิดไว้เมื่อปี 58 และเมื่อมีผู้บริจาคเพิ่มมากขึ้น ผู้ต้องหาจึงจัดตั้งมูลนิธิ โดยจดทะเบียนกับนายทะเบียนที่บางเขต เมื่อเดือนมีนาคม 2565 โดยใช้ชื่อมูลนิธิว่ามูลนิธิองค์กรทำดี มี บุ๋ม ปนัดดา เป็นประธานมูลนิธิ และมีคณะกรรมการรวมทั้งหมด 5 คน
หลังจากนั้นเดือนเมษายนปี 2565 ได้เปลี่ยนชื่อเฟซบุ๊กจากองค์กรทำดีเป็นมูลนิธิองค์กรทำดี และเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2565 มีการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ให้รับรองบัญชีส่วนตัวที่เคยเปิดไว้เมื่อปี 2558 เป็นบัญชีหลักในการรับบริจาค และในวันเดียวกันมีการประชุมเพื่อให้เปิดบัญชีในนามของมูลนิธิ ชื่อบัญชีมูลนิธิองค์กรทำดี
หลังจากนั้นมีการเปิดรับบริจาคทั้ง 2 บัญชี ควบคู่กันโดยไม่มีการยกเลิกบัญชีเดิม และช่วงเดือนธันวาคม 2565 ได้โพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้บริจาคเงินเข้าบัญชีมูลนิธิเปิดขึ้นใหม่
และช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ได้ย้ายมูลนิธิจากเขตบางเขนไปในท้องที่ จ.ปทุมธานี ซึ่งซื้อที่ดินไว้ก่อนแล้ว โดยขณะนั้น บุ๋ม ปนัดดา ได้เปิดบัญชีธนาคารอีก 1 บัญชี ซึ่งไม่ใช่บัญชีของมูลนิธิ แต่เป็นบัญชีส่วนตัว ชื่อว่าบัญชีสมทบองค์กรทำดี ซึ่ง บุ๋ม ปนัดดา เป็นผู้มีอำนาจทั้งหมด เปิดรับบริจาคเพื่อเชิญชวนให้ประชาชนบริจาคร่วมสร้างมูลนิธิ
สรุปแล้วบัญชีที่รับบริจาค มีทั้งหมด 3 บัญชี บัญชีแรกคือบัญชี บุ๋ม ปนัดดา บัญชีที่ 2 คือบัญชีมูลนิธิ บัญชีที่ 3 เป็นบัญชีของ บุ๋ม ปนัดดา ที่เป็นบัญชีสมทบ เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าทั้ง 3 บัญชี บุ๋ม ปนัดดา เป็นผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินเพียงผู้เดียว
เมื่อตำรวจวิเคราะห์เส้นทางการเงิน พบว่าตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน พบว่าทั้ง 3 บัญชี เชิญชวนให้ทุกคนเข้าร่วมบริจาค มีผู้บริจาคทั้งหมดกว่า 3 ล้านครั้ง จาก 1 ล้านบัญชี รวมเงินทั้งหมดที่บริจาคเข้าบัญชีทั้ง 3 บัญชี เป็นเงินกว่า 800 ล้านบาท
ระหว่างนั้นมีการทำธุรกรรมโยกย้ายเงินจากบัญชีมูลนิธิ ไปบัญชีส่วนตัวของตนเอง และโยกย้ายเงินจากบัญชีกองทุนย้อนกลับมาบัญชีสมทบ ซึ่งเป็นบัญชีส่วนตัวของ บุ๋ม ปนัดดา ทั้งหมด โดยพบว่าเหตุผลที่ทำแบบนั้นเพราะข้อบังคับของมูลนิธิในบางกรณีอาจเป็นข้อจำกัดในการทำธุรกรรมเบิกจ่ายเงิน เพราะการเบิกจ่ายเงินเกิน 500,000 บาท ต้องผ่านคณะกรรมการมูลนิธิ แต่มีข้อยกเว้นในกรณีจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเป็นแผนประทุษกรรมที่ถูกทำขึ้นเพื่อให้มีความสะดวกในการโยกย้ายเงินออกจากบัญชีหลักทั้งหมด
หลังจากนั้นได้ตรวจสอบพบว่าเงินทั้ง 3 บัญชี ถูกโยกย้ายถ่ายเทไปใช้ในกิจการของมูลนิธิบางส่วน และส่วนใหญ่ถูกนำใช้ไปในกิจการของส่วนตัวของตนเอง ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิ
เมื่อจำแนกบัญชี พบว่าบัญชีแรกที่เป็นบัญชีหลัก มียอดเงินโอนออกกว่า 600 ล้านบาท ถูกใช้ในกิจการหลักหรือกิจกรรม 12 กิจกรรม รวมกว่า 520 ล้านบาท ยกตัวอย่างเช่น บัญชีแรกที่โอนเข้าบัญชี บุ๋ม ปนัดดา มีการเปิดบัญชีรองรับอยู่อีก 9 บัญชี เป็นเงินประมาณ 243 ล้านบาท บัญชีที่ 2 เป็นการโอนให้กับ ก๊อต อธิป สาที ทั้งหมด 3 บัญชี เป็นเงินประมาณ 99 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการโอนให้พ่อของ บุ๋ม ปนัดดา 4.6 ล้านบาท และโอนให้ช่างที่ก่อสร้างพูลวิลลาที่ จ.ภูเก็ต 18 ล้านบาท และยังพบอีกหนึ่งเส้นทางการเงิน โอนให้หนึ่งในคณะกรรมการมูลนิธิเป็นเงิน 36 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้จะต้องสืบสวนและสอบสวนต่อไป
นอกจากนี้ยังพบอีกว่ามีการโอนให้นิติบุคคลของช่างเอ๋ อีก 2 นิติบุคคล เป็นเงิน 2.4 ล้านบาท และอีก 1 นิติบุคคล 17 ล้านบาท ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องไปตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเงินเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมอะไร
และยังพบว่ามีการโอนเงินซื้อประกันชีวิต 10 ล้านบาท โดยบุ๋ม ปนัดดา เป็นผู้รับผลประโยชน์ และต่อมามีการโอนเงินไปซื้อกองทุน 6 กองทุน 24 ล้านบาท และโอนเงินจากบัญชีกองทุนไปซื้อเครื่องประดับ ซึ่งเส้นทางการเงินที่พบเบื้องต้น พบว่านำไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมกว่า 2.7 ล้านบาท และยังพบว่ามีการถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวไปที่เคาน์เตอร์ธนาคารอีก 30 ครั้ง เป็นเงินกว่า 42 ล้านบาท
นอกจากนั้นเส้นทางเงินที่บ่งชี้คือ มีการนำเงินจากบัญชีกองทุนไปชำระค่าบัตรเครดิตของ บุ๋ม ปนัดดา 251 ครั้ง จากบัตรเครดิต 2 ใบ เป็นเงินประมาณ 19 ล้านบาท
และมีการโยกย้ายเงินอีกหนึ่งบัญชี ซึ่งเป็นบัญชีกองทุนของมูลนิธิไปบัญชีของ บุ๋ม ปนัดดา หลายครั้ง ประมาณ 100 ล้านบาท และโอนส่วนที่เหลือเข้าบัญชี บุ๋ม ปนัดดา อีก 3 ครั้ง เป็นเงิน 6 ล้านบาท โอนเข้าบัญชีของ ก๊อต อธิป 15 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 23 ล้านบาท และพบว่ามีการถอนเงินจากเคาน์เตอร์ธนาคารอีก 16 ครั้ง เป็นเงินทั้งหมด 21 ล้านบาท และบางส่วนนำเงินจ่ายค่าผ่อนชำระที่พักอาศัยและค่าส่วนกลางอีกกว่า 3 แสนกว่าบาท
ส่วนบัญชีที่ 3 ในชื่อบัญชีสมทบที่ บุ๋ม ปนัดดา เปิดไว้เพื่ออ้างว่าให้บริจาคเพื่อสร้างมูลนิธิแห่งใหม่ที่ จ.ปทุมธานี พบว่าส่วนหนึ่งโอนเข้าบัญชี บุ๋ม ปนัดดา ทั้งหมด 44 ครั้ง ประมาณ 12 ล้านบาท และโอนให้ ก๊อต อธิป อีกกว่า 5 แสนบาท และส่วนหนึ่งโอนไปให้นักธุรกิจที่ จ.เชียงใหม่ เป็นเงิน 8.8 แสนบาท ซึ่งต้องสืบสวนต่อว่าเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีนี้ได้อย่างไร
รวมทั้งหมดตรวจพบ พบว่ามีเงินที่ถูกนำออกจากบัญชีรับบริจาคทั้งหมด 3 บัญชี เป็นเงินรวมประมาณ 527 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งที่ตรวจสอบพบ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาแถวแรก คือ บุ๋ม ปนัดดา และ ก๊อต อธิป ก่อน ใน 3 ข้อหา คือร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และร่วมกันฟอกเงิน
พล.ต.ต. ทัศน์ภูมิ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนของนายอธิป สามี บุ๋ม ปนัดดา เบื้องต้นพบว่ายังไม่มีพฤติการณ์ที่จะไปเข้าข่ายในเรื่องของการฉ้อโกงประชาชน แต่มีพฤติกรรมโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือรับโอนเงิน ซึ่งเป็นพฤติกรรมตามฐานร่วมกันฟอกเงิน ทำให้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับ ก่อนที่ชุดพนักงานสืบสวนสอบสวน เข้าทำการตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด
- จุดแรกคือที่ บ้านพักของบุ๋ม ปนัดดาและสามี ที่หมู่บ้านย่านนวมินทร์ กรุงเทพมหานคร
- จุดที่สอง คือ สถานที่ก่อสร้างมูลนิธิ
- จุดที่สามคือบ้านพักของนายอธิป ในเขตหนองเสือ ปทุมธานี
- ส่วนจุดที่สี่ คือจุดที่ตั้งมูลนิธิเดิม เขตบางเขน
ผลการตรวจค้นทั้ง 4 จุด พบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เป็นจำนวนมาก ชุดสืบสวนได้หอบหลักฐานทั้งหมดมาทำการสแกน ที่ บก.ปอศ. พบพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่เป็นทรัพย์สิน ที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิด เป็นกระเป๋าแบรนด์เนมจำนวนหลายใบ มูลค่า 3-4 ล้านบาท และมีเครื่องประดับบางส่วน
ทางการสอบสวนบุ๋ม ปนัดดา ผู้ต้องหารายแรก ให้การปฏิเสธ แต่รับสารภาพในข้อเท็จจริงว่า ตัวเองเป็นผู้ทำธุรกรรมทางการเงิน และใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ แต่อ้างว่ามีความสับสนในการเบิกจ่ายเงิน เนื่องจากธุรกรรมที่ต้องทำมีเป็นจำนวนมาก
ส่วนนายอธิปให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่า ธุรกรรมที่ทำไปเป็นการทำโดยเชื่อตามคำสั่งของ บุ๋ม ปนัดดา แต่ขณะเดียวกันพฤติกรรมการสืบสวนสอบสวน พบว่า ทั้งสองท่านมีความผิด มีพฤติกรรมอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา ทั้งพฤตินัยและนิตินัย
ส่วนการดำเนินคดี แบ่งการดำเนินคดีเป็นวง วงแรกกลุ่มผู้ต้องหาหลัก คือ บุ๋ม ปนัดดา และนายอธิป วงที่สองคือ คณะกรรมการมูลนิธิ ช่างเอ๋ และช่างเอ็ม ซึ่งต้องพิจารณาว่า มีส่วนร่วมในการกระทำผิดหรือไม่ เป็นเพียงพยานใกล้ชิดเหตุการณ์ หรือเป็นผู้ต้องหาที่มีส่วนร่วมในการกระทำผิดในความผิดฐานฟอกเงินด้วย
ส่วนวงที่สาม คือวงที่เป็นเส้นเงินที่ไปชนกับหลายคน ไม่ว่าจะเป็นบิดา นักธุรกิจที่เชียงใหม่ หรือว่าบุคคลอื่นที่เราตรวจพบเจอในภายหลัง