“ช่างเอ๋-ทนายกุ้ง” เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน เบื้องต้นพบมีเงินจากมูลนิธิเข้าบัญชี 75 ล้านบาท เผยตอนแรกสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศ ก่อนเปลี่ยนเป็นพูลวิลล่า


วันที่ 3 พ.ย. 2569 เวลา 20.40 น. “ช่างเอ๋ อภิชาติ” พร้อมด้วยทนายกุ้ง ได้เดินทางเข้ามายังกองบังคับการปราบปรามเพื่อเข้าให้ปากคำในฐานะพยานเกี่ยวกับการโอนเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี

ด้านทนายกุ้ง เปิดเผยถึงการเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนในวันนี้ว่า ได้รับการติดต่อจากกองปราบปรามมาให้การในฐานะพยาน ด้วยความที่ทางพนักงานสอบสวนต้องการข้อมูลเร่งด่วน ตนเองพร้อมด้วยช่างเอ๋จึงรีบเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนในคืนนี้ทันที

สำหรับการเตรียมตัวในฐานะพยาน ทนายกุ้งระบุว่า ไม่ได้เตรียมอะไรมากมาย โดยมีการเตรียมความพร้อมเพื่อตอบคำถามตามข้อเท็จจริงเท่าที่พนักงานสอบสวนต้องการทราบ พร้อมทั้งนำหลักฐานที่มี เช่น สเตทเมนต์และแชตไลน์มามอบให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อประกอบสำนวนคดีและการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป โดยในเบื้องต้นยังคงสถานะเป็นพยานและจะให้การไปตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมด

เมื่อสอบถามถึงประเด็นยอดเงินที่มีการโอนเข้าบัญชี ทนายกุ้งระบุว่า จากการตรวจสอบพบยอดรวมเงินที่โอนมาจากมูลนิธิเข้าบัญชีของช่างเอ๋ ทั้งในส่วนของบริษัทและส่วนตัว รวมเป็นเงินประมาณ 63 ล้านบาท และมีเงินสดอีกประมาณ 12 ล้านบาท รวมยอดทั้งหมดเป็น 75 ล้านบาท

ในส่วนของกระบวนการทางกฎหมาย หากท้ายที่สุดแล้วผลการสอบสวนพบว่ามีความผิดจริงก็ต้องรับไปตามกระบวนการ แต่หากไม่มีความผิดและมีหลักฐานชัดเจนก็ต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง ทนายกุ้งย้ำว่าตนทำหน้าที่ในฐานะทนายความและให้ความร่วมมือกับตำรวจเต็มที่เพื่อให้ความจริงปรากฏ

ด้านช่างเอ๋ อภิชาติ เปิดเผยว่า ตนรู้สึกเครียดหนักจนนอนไม่หลับมาหลายคืน รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรู้สึกว่าเรื่องราวมันกลายเป็นปม ซึ่งตนไม่ต้องการให้มาถึงจุดนี้ ยืนยันว่าตั้งแต่เริ่มต้น 4 มีนาคม จนถึงปัจจุบัน ตนมีความตั้งใจจริงในการสร้างพูลวิลล่า เพื่อทำธุรกิจร่วมกัน ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงหรือผลประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากกำไรจากการขาย

คุณเอ๋ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า ตอนแรกตั้งใจจะสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นพูลวิลล่า 8 หลังในภายหลัง โดยเป็นโครงการที่ร่วมลงทุนกับคุณบุ๋มและคุณก๊อต ซึ่งตนได้พยายามพาลูกค้าและผู้สนใจเข้ามาดูโครงการมาโดยตลอด และมีความภาคภูมิใจในโครงการนี้มาก แต่เมื่อเกิดปัญหาและมีคดีความขึ้น ทำให้รู้สึกเสียใจที่ความตั้งใจดีกลับกลายเป็นคดีความและกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์

สำหรับประเด็นเรื่องความสัมพันธ์กับคุณบุ๋มและคุณก๊อต คุณเอ๋ระบุว่า ที่ผ่านมานับตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมไม่ได้ติดต่อกันเลย เนื่องจากติดต่อยากและมีการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ โดยเคยโทรไปแล้วแต่ไม่รับสายหรือสัญญาณขัดข้อง ทำให้ไม่สามารถพูดคุยเคลียร์ใจกันได้ ทั้งที่ตนอยากอธิบายและชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ฟัง

ในประเด็นเรื่องข้อกล่าวหาทางกฎหมาย คุณเอ๋ระบุว่า พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และหากผลการสอบสวนออกมาอย่างไรก็พร้อมยอมรับตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมทั้งฝากขอโทษคุณบุ๋มและคุณก๊อตที่ทำให้เรื่องราวบานปลายและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ทั้งนี้ คุณเอ๋ ยืนยันว่าเคยเจอกับบุ๋มจำนวนหนึ่งครั้ง โดยมีการเจอกันที่ไซต์งานก่อสร้างและพากันไปทานอาหารที่ร้านอาหาร ซึ่งหลังจากที่ติดต่อคุณก็ไม่ได้จึงมีการโทรศัพท์ติดต่อกับคุณบุ๋มจำนวนหนึ่งครั้งเพื่อพูดคุยเรื่องเงินจำนวน 1.2 ล้านบาทที่คงค้างเอาไว้ค่าสร้างพูลวิลล่า.