ตร.ไซเบอร์ เผยกรณีเพจ Godd Dam โพสต์อ้างสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาทให้นายกฯ อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน ยังไม่มีการดำเนินคดีกับใคร เตือนคนแชร์ต่อเสี่ยงผิดกฎหมาย ไม่เว้นนักการเมือง

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 26 ต.ค. 69 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.อรุษ แสงจันทร์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง จเรฯ ช่วยราชการ บช.สอท. เผยถึงกรณีตามที่มีเฟซบุ๊กเพจ Godd Dam โพสต์เรื่องสลิปเงิน 7 ล้านบาท ว่ามีบุคคลหนึ่งโอนเงินให้กับนายกรัฐมนตรี อ้างว่าเป็นค่าน้ำชา ซึ่งหลังจากได้รับคำสั่งให้ทำการสืบสวนในเรื่องนี้ โดยทาง บช.สอท. ได้มอบหมายให้ทาง บก.สอท.4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้

ในเบื้องต้นยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ใด เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ ข้อมูลในเชิงลึกอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งรายละเอียดต่างๆ จะมีการแถลงเพิ่มเติมให้ทราบอย่างเป็นทางการ หลังจากตำรวจได้ข้อมูลที่สมบูรณ์มากกว่านี้ 

ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีจะต้องเดินทางมาแจ้งความด้วยตนเองหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของท่านว่าจะมอบหมายให้ผู้ใดมาให้ข้อมูลหรือไม่ แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเองได้ดำเนินขั้นตอนตามกรอบกฎหมายและพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้ว โดยปัจจุบันทางตัวนายกฯ เองก็ยังไม่ได้มีการมอบหมายให้บุคคลใดมาดำเนินการแทนเป็นพิเศษ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่มีการกล่าวโทษร้องทุกข์ และข้อสงสัยว่าทำไมคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี จึงมีการทำงานได้อย่างรวดเร็ว พล.ต.ท.ทินกร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อการบริหารราชการแผ่นดินหลายๆ ส่วน เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่แล้ว แม้กระทั่งเรื่องของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ก็จะดำเนินการเช่นกัน โดยไม่ได้เลือกปฏิบัติ ดังนั้น ในส่วนไหนที่ทางตำรวจไซเบอร์สามารถดำเนินการก็จะดำเนินการทันที ตามบทบาทหน้าที่ของกฎหมาย รวมถึงเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็พร้อมให้ความสำคัญและดำเนินการให้อย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวตามต่อว่ากรณีบุคคลที่ชื่อ “ชัยรัตน์” อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล ที่มีการระบุชื่อในโลกโซเชียลและเชื่อมโยงกับโพสต์เรื่องเงิน 7 ล้านบาทนั้น ผบช.สอท.กล่าวว่า ตำรวจต้องตรวจสอบให้ทราบก่อนว่าเจ้าของบัญชีตัวจริงเป็นใคร และแต่ละโพสต์เข้าข่ายความผิดฐานใดบ้าง หากพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้และพบว่าต้นทางเป็นความผิด ก็ต้องดำเนินคดีตามกระบวนการ ต่างกรรมต่างวาระ รวมถึงคนแชร์ หากข้อมูลต้นทางมันผิด แล้วมีการแชร์ออกไปสู่สาธารณะทำให้เกิดความสับสน ก็จะมีความผิดฐานเดียวกันกับต้นโพสต์

เมื่อถามว่านักการเมืองที่เป็นผู้แชร์ข้อความส่งต่อจะมีความผิดด้วยหรือไม่นั้น พล.ต.ท.ทินกร กล่าวว่า “คนแชร์หรือคนส่งต่อข้อมูลก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย พร้อมย้ำเจ้าของเพจมีตัวตนอยู่จริง และยังพบเป็นแค่บุคคลเดียว ไม่ใช่กลุ่มบุคคล” ส่วนจะมีทัศนคติไม่ดีต่อการเมืองหรือไม่ ต้องรอการตรวจสอบในแต่ละโพสต์ย้อนหลัง ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันการหลบหนีแล้ว

ขณะที่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ยังยืนยันกระแสข่าวที่มีการจับกุมชายเจ้าของเพจได้แล้วว่า ยังไม่มีการจับกุมตัวใครทั้งสิ้น ในส่วนประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการควบคุมตัวบุคคลที่ตกเป็นข่าวในโลกโซเชียลมีเดีย ในขณะนี้ยังไม่มีการควบคุมตัวใครในคดีนี้ทั้งนั้น โดยข่าวที่ระบุว่ามีการจับกุมตัวแล้วนำไปที่สน.บางเขน เพื่อลงบันทึกประจำวันนั้นไม่เป็นความจริง แต่ต้องเรียนว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์โพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ และทำให้เกิดความสับสนในประเทศชาติ รวมถึงสร้างความเสียหายต่อบุคคลอื่นมาโดยตลอด จึงต้องมีการพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และดำเนินการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า หลักการทางกฎหมายในการดำเนินคดีแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ 1.ความผิดต่อส่วนตัว หากโพสต์นั้นเป็นความผิดส่วนบุคคล จะต้องมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ 2.ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือความผิดต่อรัฐ หากเป็นการโพสต์ที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก หรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเป็นผู้กล่าวโทษดำเนินคดีได้เอง       

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่ายังไม่มีการจับกุมตัวบุคคลใด หรือเชิญใครมาสอบปากคำในคดีนี้เป็นพิเศษ และยังไม่มีการเข้าควบคุมตัวตามกระแสข่าวลือ เบื้องต้นจากการตรวจสอบหลักฐาน ทางธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ข้อมูลหรือสลิปที่มีการกล่าวอ้างนั้น “ไม่มีอยู่จริง” โดยตำรวจไซเบอร์ ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานความมั่นคง กำลังเร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานทางคดีอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใสกับทุกฝ่าย

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไปและกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียว่า หากได้รับข้อมูลที่มีลักษณะพาดพิงบุคคลสำคัญหรือทำให้เกิดความสับสนในประเทศ ขอให้รับฟังอย่างมีสติ ก่อนที่จะเชื่อหรือกดแชร์ต่อ เพราะหากข้อมูลดังกล่าวเป็นความผิด ผู้ที่แชร์ต่อหรือเผยแพร่ก็จะต้องได้รับโทษทางกฎหมายเช่นเดียวกันกับผู้โพสต์ต้นทาง