ตำรวจแจ้งข้อหา ผัวคลั่งยาควงมีดจี้เมีย-ลูกชายชาวลาวเป็นตัวประกัน ค้นประวัติพบอยู่เกินกำหนด-ฉี่ม่วง รับสารภาพซดยาบ้ามาแต่เช้า
วันที่ 24 ต.ค. 69 จากเกิดเหตุชายคลุ้มคลั่งใช้มีดจี้คอลูกชาย และภรรยา บริเวณใต้สะพานทางด่วนยมราช เขตพญาไท เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.1 สน.พญาไท ได้นำกำลังเข้าปิดล้อมเจรจาเกลี้ยกล่อมนานกว่า 30 นาที แต่ไม่เป็นผล ผู้ก่อเหตุยังมีท่าทีขัดขืนและคลุ้มคลั่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ให้ทั้ง 3 คนขึ้นไปอยู่บริเวณหลังรถตำรวจ และพยายามเจรจาแต่ก็ยังไม่เป็นผล
ต่อมาเวลา 10.50 น. พลตำรวจตรี วรศักดิ์ พิสิษฐ์บรรณากรณ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ได้เข้าอาศัยจังหวะที่ผู้ก่อเหตุกำลังนั่งอยู่หลังรถกระบะตำรวจ โดยกำลังใช้มือขวาถือมีดจี้และกอดคอลูกชายไว้ ส่วนมือซ้ายกดเมียเอาไว้
พลตำรวจตรี วรศักดิ์ จึงอาศัยโอกาสที่ผู้ก่อเหตุเผลอตัว กระโดดเข้าไปคว้ามีดที่จี้คอลูกชายเอาไว้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่บริเวณโดยรอบก็เข้าไปช่วยจับกุมแยกเมียและลูกออกจากผู้ก่อเหตุออกมาได้อย่างปลอดภัย ก่อนนำตัวมาปฐมพยาบาลเบื้องต้น พบว่าลูกชายวัย 5 ขวบมีร่องรอยมีดบาด 1-5 ซม.ที่คอ ส่วนภรรยา บริเวณกกหูด้านซ้ายมีร่องรอยบาดแผลและเลือดไหล เจ้าหน้าที่มีการปฐมพยาบาลแล้ว
โดยพลตำรวจตรี วรศักดิ์ ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายละเอียดตนยังไม่ทราบ แต่เมื่อพบว่ามีชายคลุ้มคลั่งจึงได้นำกำลังมาควบคุมสถานการณ์ ซึ่งตนเองในฐานะที่จบหน่วยอรินทราชมาจึงมีความเข้าใจถึงเหตุการณ์ พยายามในการใช้การเจรจาเป็นหลัก เพื่อให้ผู้ก่อเหตุมีอารมณ์ที่ผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อเห็นจังหวะจึงใช้โอกาสเข้าไประงับเหตุ
จากการนำตัวผู้ก่อเหตุไปตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจสอบหาสารเสพติด ปรากฏว่าพบสารเสพติดในปัสสาวะอย่างชัดเจน และจากการเค้นสอบปากคำอย่างละเอียด ผู้ต้องหาได้ยอมรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาว่า เพิ่งจะเสพยาเสพติดมาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาจนเกิดอาการหลอนและคลุ้มคลั่ง
ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้พาตัวภรรยาและลูกชายของผู้ก่อเหตุเดินทางกลับมายัง สน.พญาไท เพื่อสอบปากคำรวบรวมรายละเอียดเพิ่มเติม โดยได้รับข้อมูลว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาครอบครัวดังกล่าวได้อาศัยหลับนอนอยู่บริเวณวัดปทุมวราราม ก่อนจะเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้พาตัวภรรยาเดินทางกลับไปที่วัดปทุมวรารามอีกครั้ง เพื่อเก็บรวบรวมพาสปอร์ตและเอกสารประจำตัวที่เกี่ยวข้อง นำมาใช้ประกอบการยืนยันตัวบุคคลในการส่งตัว นายแก้วพูเพ้ด สัญชาติลาว ผู้ก่อเหตุ ไปตรวจยืนยันผลเลือดอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลวชิระ เนื่องจากทางโรงพยาบาลมีระเบียบเคร่งครัดว่าต้องแสดงเอกสารยืนยันตัวบุคคลตัวจริงก่อนดำเนินการตรวจทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาเดินทางไปตรวจยืนยันสารเสพติดที่โรงพยาบาลวชิระตามขั้นตอนกฎหมาย
เบื้องต้น พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ได้รวบรวมพยานหลักฐาน จัดทำบันทึกจับกุม และแจ้งข้อหาหนักแก่ผู้ต้องหา 4 ข้อหา 1.กักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นโดยมีอาวุธ และทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ, 2.เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนกฎหมาย 3.เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (เกินกว่ากฎหมายกำหนด) 4.พกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร
ขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างรอผลตรวจยืนยันอย่างเป็นทางการจากทางโรงพยาบาลวชิระ หากผลการตรวจเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมและแจ้งสิทธิ์ตามกฎหมาย ก่อนจะควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาดต่อไป ในส่วนของตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นแม่และลูก ขณะนี้ร้อยเวรสอบสวนกำลังเร่งสอบปากคำเพื่อคุ้มครองและเยียวยาอย่างรวดเร็วที่สุด.


