เปิดตู้เซฟ “แม่ภัทร” เจอทรัพย์สินภายในเหลือเพียง 3 รายการ ส่งคืนแล้ว นอกนั้นหายหมด ตำรวจ สน.วังทองหลาง  ออกหมายเรียก “เบนซ์” ลูกชาย แต่ไม่บอกว่าวันไหน

ความคืบหน้าหลังจากที่วานนี้ ตำรวจเชิญ นางนภัทร หรือ “แม่ภัทร” ผู้เสียหายคดีถูกบังคับพาตัวไปศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ จ.กาญจนบุรี ที่มีข่าวเรื่องการทำทารุณกักขังทรมาน มา สน.วังทองหลาง เพื่อเปิดตู้เซฟคืนทรัพย์สิน 

โดย “แม่ภัทร” ระบุว่า ในตู้เซฟเหลือทรัพย์สินไม่ถึง 80% จาก 9 ล้านบาท เหลือแค่ไม่ถึง 1 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินที่ยังเหลืออยู่ ตนเก็บมาตั้งแต่หลังแต่งงาน โดยตั้งใจให้เป็นมรดกสำหรับลูกทั้งสองคน หลังตนเสียชีวิต แต่ลูกชายคนโตก็เร่งรีบที่จะเอามรดกไปก่อน ซึ่งตนคาดหวังว่าจะได้ทรัพย์สินทั้งหมดกลับคืน โดยจะทวงผ่านกระบวนการยุติธรรม ส่วนทรัพย์สินที่หลงเหลืออยู่ตนตั้งใจว่าจะนำไปขาย แล้วนำเงินไปชดใช้หนี้สินเคลียร์เรื่องต่าง ๆ ที่เคยติดค้างกัน โดยเฉพาะบริษัทรับทำสติกเกอร์ที่แจ้งความตนไว้ ตอนที่ยังพักที่ศูนย์พักพิง ถ้าหากมีทรัพย์สินหลงเหลือ ก็จะขายแล้วใช้เงินทำบุญให้กับผู้ยากไร้ ด้วยการสร้างอาชีพ ใช้เงินลงทุนให้ทำธุรกิจ 


นอกจากนี้จะแจ้งความเอาผิดบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขโมยทรัพย์สินในตู้เซฟ ซึ่งตนมีหลักฐานยืนยันว่า ในตู้เซฟมีทรัพย์สินอะไรบ้าง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ว่าหลักฐานดังกล่าวเป็นอะไร

ด้าน พันตำรวจ เจษฎา ยางนอก ผู้กำกับการ สน.วังทองหลาง บอกว่า ตามกระบวนการ พนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดี ซึ่งได้ออกหมายเรียกให้ นายเบนซ์ ลูกชายของ “แม่ภัทร” มาพบพนักงานสอบสวนแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยว่านัดหมายให้มาพบวันไหน เมื่อไร อย่างไร

ส่วนรายละเอียดผลการเปิดตู้เซฟเท่าที่พอเปิดเผยได้ พบภายในมีทรัพย์สินเก็บไว้ รวม 17 รายการ นับตู้เซฟด้วย แต่ที่ตรงตามที่ “แม่ภัทร” แจ้งบัญชีทรัพย์สินไว้ ยังคงเหลือ 3 รายการ ประกอบด้วย กระเป๋าสตางค์แบรนด์เนม, สร้อยข้อมือหนัก 2 บาท 1 เส้น และแหวนล้อมเพชร 1 วง ซึ่งเมื่อวานนี้ได้คืนให้ไปแล้ว ยกเว้นตู้เซฟที่ยังต้องเก็บไว้ เพราะเป็นหลักฐานทางคดี

ส่วนที่ตำรวจต้องดำเนินการต่อ คือการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง เพราะมีความแตกต่างกันระหว่างทรัพย์สินที่ “แม่ภัทร” แจ้งไว้กับพนักงานสอบสวน และที่ตรวจพบภายในตู้เซฟ โดยที่มีการแจ้งความไว้มีทั้งหมด 13 รายการ เท่ากับว่ายังเหลืออีก 9 รายการ ต้องติดตามคืนให้ผู้เสียหาย ส่วนที่ “แม่ภัทร” ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไป พบว่ามีบางรายการไม่ได้อยู่ในบัญชีทรัพย์สิน และเนื่องจากครั้งสุดท้ายที่ได้เปิดตู้เซฟ คือเมื่อปี 2567 จึงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐาน พิสูจน์ข้อเท็จจริง เพื่อคลี่คลายว่า จริง ๆ แล้วทรัพย์สินที่มีอยู่ มีแค่ไหน และหายไปแค่ไหน เพื่อติดตามมาคืนผู้เสียหายต่อไป