ผกก.สภ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย แจงเหตุรถปาดหน้า แฟนเก่าสามีลงมาทำร้ายสาวบาดเจ็บต่อหน้าลูก ยันทำตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่มีละเว้น รอผลชันสูตร ก่อนแจ้งข้อหา รับใช้คำคลาดเคลื่อนทำคนเข้าใจผิด
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 ต.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.มนตรี เบ้าทอง ผกก.สภ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสในสื่อโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายกันในพื้นที่ โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ดำเนินการใดๆ และปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ตบตีซ้ำซากนั้น ขอชี้แจงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดดังนี้
จากการสอบถามผู้เสียหาย พบว่าความขัดแย้งมีสาเหตุมาจากเรื่องหึงหวงระหว่างอดีตภรรยาและภรรยาปัจจุบันของชายคนเดียวกัน ซึ่งมีประวัติการกระทบกระทั่งกันมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2564 เกิดเหตุทำร้ายร่างกายครั้งแรกบริเวณหน้าร้านโจ๊ก ตลาดศรีสำโรง ในขณะนั้นผู้เสียหายยังไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่ต่อมาพบว่าเป็นอดีตภรรยาของแฟนตนเอง ทั้งสองฝ่ายได้เดินทางมายังสถานีตำรวจ และมีญาติผู้ใหญ่ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยจนแยกย้ายกันไป
จน พ.ศ. 2565 เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันอีกครั้งบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ สี่แยกตลาดศรีสำโรง มีการลงไม้มือด้วยกันทั้งสองฝ่าย ก่อนเดินทางมาตกลงและบันทึกข้อตกลงกันบนสถานีตำรวจอีกครั้ง จน พ.ศ. 2567 เกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายซ้ำบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อแห่งเดิม โดยมีการตกลงยินยอมไกล่เกลี่ยกันอีกครั้ง สำหรับเหตุการณ์ล่าสุดที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ ขณะที่ผู้เสียหายกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์มาพร้อมกับลูกสาววัย 4 ขวบ และลูกวัย 14 ขวบ ฝั่งผู้ก่อเหตุได้นั่งรถยนต์มาโดยมีเพื่อนชายเป็นคนขับ เมื่อเห็นผู้เสียหายจึงลงมาจากรถและตรงเข้าทำร้ายร่างกาย โดยในระหว่างเกิดเหตุ เด็กวัย 14 ปี ซึ่งเป็นซ้อนท้ายได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพคลิปวิดีโอไว้ได้ หลังเกิดเหตุในช่วงบ่ายวันเสาร์ ผู้เสียหายได้เดินทางเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจ ทางพนักงานสอบสวนเวรได้ทำการสอบปากคำ บันทึกข้อมูลเบื้องต้น และส่งตัวผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่ได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ และกำลังดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ในการดำเนินคดี เน้นย้ำว่าพยานหลักฐานที่สำคัญที่สุดคือ ใบชันสูตรบาดแผลจากแพทย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามผลจากแพทย์ และคาดว่าจะได้รับผลตรวจในช่วงบ่ายวันนี้
โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ร้อยเวรได้นัดคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยไกล่เกลี่ย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ และเกิดการทะเลาะถกเถียงกันเพิ่มเติม จนต้องแยกย้ายกัน ซึ่งทางผู้เสียหายยืนยันที่จะดำเนินคดี ทางตำรวจจึงรับคำร้องทุกข์และพร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายทันที เมื่อได้รับใบชันสูตรบาดแผลแล้ว จะเรียกตัวหญิงผู้ก่อเหตุ และผู้ขับรถยนต์ มารับทราบข้อกล่าวหา โดยมองว่าผู้ขับขี่รถยนต์มีเจตนาร่วม เข้าข่ายเป็นตัวการร่วม หากผู้ต้องหารับสารภาพ จะส่งฟ้องศาลภายใน 48 ชั่วโมง แต่หากปฏิเสธ ก็จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ส่งอัยการและศาลตามขั้นตอนต่อไป
ส่วนประเด็นข้อความในเอกสารชี้แจง ที่ระบุว่าเป็นเหตุ "ทะเลาะวิวาท" นั้น เป็นเพียงการสรุปหัวข้อข่าวเบื้องต้นตามภาพคลิปที่ปรากฏเป็นเหตุทะเลาะวิวาท อย่างไรก็ตาม ในเนื้อหารายละเอียดได้ระบุชัดเจนว่าเป็นการดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกาย ทางตำรวจต้องขออภัยในความผิดพลาดของการใช้คำด้วย
ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่า ผู้ก่อเหตุรู้จักตำรวจยศใหญ่ ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง ผู้ก่อเหตุเป็นประชาชนคนธรรมดาไม่ได้มีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับข้าราชการตำรวจคนใด และไม่มีตำรวจยศใหญ่คนไหนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งการทำงานของตำรวจเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายตามกฎหมายอย่างแน่นอน
ส่วนในภาพที่ปรากฏว่า แม่ถูกทำร้ายร่างกาย และมีลูกน้อยมาด้วย ในทางกฎหมายถือเป็นเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายซึ่งเป็นแม่ และอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็ก รวมถึงเด็กอายุ 14 ปีที่ถ่ายคลิป ผู้เป็นพ่อควรต้องเข้ามาพูดคุยและอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวให้เข้าใจ ส่วนข้อกฎหมายอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวเด็กเอง เว้นแต่เด็กจะได้รับผลกระทบ เช่น หากมีการส่งเด็กไปตรวจร่างกายแล้วพบว่าได้รับบาดเจ็บ เด็กก็จะตกเป็นผู้เสียหาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องสืบสวนสอบสวนว่าขณะนั้นผู้กระทำผิดมีความตั้งใจหรือเล็งเห็นผลในการทำร้ายร่างกายหรือไม่ หากเด็กได้รับบาดเจ็บก็จะถูกดำเนินคดีร่วมกันไป.


