รองโฆษก ตร.เผย เร่งประสานตำรวจฮ่องกง ขยายผลเครือข่ายข้ามชาติ จัดหาหญิงไทยไปค้าประเวณีตามโรงแรมในย่านจิมซาจุ่ย รวบผู้ต้องสงสัย 16 ราย ในจำนวนนี้เป็นหญิงไทย 9 ราย ยึดเงินสดกว่า 13 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง
วันนี้ (13 ตุลาคม 2569) พ.ต.อ.ทรงเอก พัชรวิชญ์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีกองกำลังตำรวจฮ่องกง (Hong Kong Police Force: HKPF) จับกุมเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาหญิงไทยไปค้าประเวณีในฮ่องกง ว่า จากการประสานงานไปยังตำรวจฮ่องกง ได้ยืนยันในรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์ของขบวนการ ผลการจับกุมผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนของกลางและพยานหลักฐานที่ตรวจพบในการปฏิบัติการดังกล่าว
โดยทางตำรวจฮ่องกงให้ข้อมูลว่า ขบวนการดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่ภายในเครือข่าย ทั้งการจัดหาหญิงไทยเดินทางไปฮ่องกง การติดต่อและนัดหมายลูกค้า ตลอดจนการรวบรวมรายได้จากการค้าประเวณี โดยใช้แอปพลิเคชัน Telegram เป็นช่องทางติดต่อกับลูกค้า และจัดให้หญิงไทยค้าประเวณีตามโรงแรมในย่านจิมซาจุ่ย (Tsim Sha Tsui) ขณะที่สถานที่ที่ใช้ควบคุมและสั่งการเครือข่ายตั้งอยู่ในเขตถุนเหมิน (Tuen Mun)
ซึ่งต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงได้เข้าตรวจค้นสถานที่ดังกล่าว รวมทั้งที่พักของสมาชิกเครือข่ายและจุดอื่นที่เกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องสงสัยและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดี มีการแถลงผลเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ว่ามีผู้ถูกจับกุมรวม 16 ราย ในจำนวนนี้เป็นหญิงไทย 9 ราย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดเงินสดประมาณ 13 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง รถยนต์ 2 คัน และอายัดเงินในบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องประมาณ 5.17 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง รวมทั้งตรวจพบหลักฐานการติดต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และรายการธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับคดี
รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเร่งประสานข้อมูลกับตำรวจฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจสอบบทบาทของบุคคลในเครือข่ายและเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับประเทศไทย เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการสืบสวนขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการในไทย และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมาย
พร้อมฝากเตือนประชาชนที่ประสงค์เดินทางไปทำงานในต่างประเทศให้พิจารณาข้อเสนออย่างรอบคอบ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของนายจ้าง บริษัทจัดหางาน ลักษณะงาน ค่าจ้าง และเงื่อนไขในสัญญาจ้างให้ชัดเจน รวมทั้งดำเนินการเรื่องวีซ่าและการอนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศหรือเขตปลายทาง อย่าหลงเชื่อคำชักชวนหรือข้อเสนอรายได้สูงผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่ตรวจสอบ และควรระมัดระวังผู้ชักชวนที่อ้างว่าสามารถเดินทางด้วยสถานะนักท่องเที่ยวแล้วเข้าทำงานได้ทันที หากถูกหลอกลวง ยึดหนังสือเดินทาง จำกัดเสรีภาพ บังคับให้ทำงาน หรือแสวงหาประโยชน์ ให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หรือสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่รับผิดชอบ เพื่อขอรับความช่วยเหลือโดยเร็ว


