ตำรวจบุกรวบ ผู้ร่วมขบวนการ "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" อ้างเป็น "ตำรวจไซเบอร์" หลอกครูในบุรีรัมย์ สูญเงินกว่า 9 ล้านบาท


วันที่ 10 ตุลาคม 2569 พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท.พร้อมด้วย พล.ต.ต.อรุษ แสงจันทร์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผบก.สอท.3 สั่งการให้ พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3  พ.ต.ท.ภัทรเดช ภัทรบุตรเพชร พ.ต.ท.ธนวัฒน์ แจ้งสว่าง รอง ผกก.3 บก.สอท.3, พ.ต.ท.ศิรสิทธิ์ ทันศรี และ พ.ต.ต.ธนพล หะลีบุตร สว.กก.3 บก.สอท.3 

นำกำลังเข้าจับกุม นายประจักษ์ บัณฑรภิญโญ อายุ 59 ปี ชาวกรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ที่ 348/2569 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ผู้ร่วมขบวนการในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกครูในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ สูญเงินไปกว่า 9 ล้านบาท

พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อ 24 สิงหาคม 2569 มีผู้เสียหายเป็นหญิงรับราชการครูรายหนึ่งในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากคนร้าย อ้างตัวเป็นตำรวจไซเบอร์ แจ้งกับผู้เสียหายว่าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงและการฟอกเงิน โดยข่มขู่ว่าต้องตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมดของผู้เสียหายเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หากไม่ได้กระทำผิดจริง

ทั้งนี้ ทำให้ทางผู้เสียหายเกิดตกใจกลัว โดยคนร้ายให้แอดไลน์แล้วทำตามขั้นตอนที่คนร้ายสั่งการ จากนั้นคนร้ายสั่งให้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่คนร้ายแจ้ง ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม - 8 กันยายน 2569 รวม 5 ครั้ง เป็นเงิน 5 ล้านบาท 

นอกจากนั้น ยังสั่งให้ผู้เสียหายถอนเงินสดนำไปให้กับคนร้ายอีก 2 ครั้งในวันที่ 21 และ 24 กันยายน 2569 โดยนัดหมายให้ไปส่งมอบบริเวณห้างจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ รวม 4,491,000 บาท รวมความเสียหายทั้งสิ้น จำนวน 9,491,000 บาท      

ต่อมา ทางชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.3 จึงทำการสืบสวนจนทราบว่า นายประจักษ์ เป็นหนึ่งในขบวนการนี้ ทำหน้าที่บัญชีม้ารองรับการโอนเงินจากผู้เสียหาย และเป็นผู้เดินทางไปรับเงินสดจากผู้เสียหายในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ มาที่บ้านพักย่านรามอินทรา กรุงเทพฯ เพื่อทำการส่งต่อให้กับกลุ่มขบวนการอีกทอดหนึ่ง จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ โดยสามารถติดตามจับกุมได้บริเวณหน้าอาคารเคหะแห่งหนึ่งย่าน ถ.รามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เบื้องต้นสอบสวน นายประจักษ์ ให้การยอมรับว่าเป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่ผู้เสียหายโอนเงินเข้ามาทั้ง 5 ครั้ง และยอมรับว่าเป็นผู้เดินทางไปรับเงินสดจากผู้เสียหายที่ จ.บุรีรัมย์ โดยได้รับการสั่งการจากชายรายหนึ่งผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถติดต่อได้แล้ว โดยได้ค่าตอบแทน 15,000 บาท 

โดยตำรวจดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”, “สมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.3 ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.