ตำรวจไซเบอร์ บุกทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอก นศ.แพทย์ ม.ดังย่านนครปฐม สูญกว่า 6.6 แสน ตามรวบผู้ต้องหา ชาวจีน-เมียนมา รวม 3 ราย ยึดทรัพย์สินได้กว่า 100 ล้าน แฉพฤติกรรมแก๊งมิจฉาชีพใช้มุกเดิมอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ค่ายมือถือ-ตำรวจ ให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ของตนเอง หลังสงสัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 6 ต.ค.69 พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อรุษ แสงจันทร์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ที่ปรึกษา ผบช.สอท., พ.ต.อ.ขจร อบทอง รอง ผบก.สอท.2, พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2, พ.ต.ท.เอนก ยอดหมวก รอง ผกก.3 บก.สอท.2, พ.ต.ท.สาริษฐ์ อักษร รอง ผกก.3 บก.สอท.2, พ.ต.ท.คำตัน ทำดี รอง ผกก.3 บก.สอท.2 สนธิกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมกันเปิดปฏิบัติบุกทลายเครือข่ายแก๊งคอลฯหลอก นศ.แพทย์ ม.ดังย่านนครปฐม สูญกว่า 6.6 แสน รวบชาวจีน-เมียนมา รวม 3 ราย พร้อมยึดทรัพย์สินได้กว่า 100 ล้านบาท
โดยตำรวจหมายค้น ศาลอาญามีนบุรี ที่ 386/2569 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เข้าตรวจค้นบ้านพักในหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง พื้นที่แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กทม. เข้าจับกุมผู้เกี่ยวข้องในการกระทำผิดได้จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย MR.LU SHUNXIANG อายุ 37 ปี สัญชาติจีน ทำหน้าที่รับเงินสดจากแม่บ้านชาวเมียนมา MS.SAING MEE อายุ 35 ปี แม่บ้านสัญชาติเมียนมา ทำหน้าที่รับเงินสดไปส่งมอบให้ผู้ต้องหาชาวจีน และ MS.MYINI HTAY อายุ 24 ปี แม่บ้านสัญชาติเมียนมา ทำหน้าที่รับเงินสดไปส่งมอบให้ผู้ต้องหาชาวจีน
พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินของกลางกว่า 40 รายการ อาทิ เงินสดกว่า 9 แสนบาท นาฬิกา Richard Mille, นาฬิกา Patek Philippe, นาฬิกา Rolex, นาฬิกา Audemars, เงินสด, โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต, แฟลชไดรฟ์, หนังสือเดินทาง, สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร, หนังสือมอบอำนาจและใบรับเงินสด รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท
ปฏิบัติการในครั้งนี้สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเร่งปราบปรามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติกรรมหลอกลวงนักศึกษา ซึ่งปัจจุบันกำลังตกเป็นเป้าหมายหลักของมิจฉาชีพ ซึ่งพบมูลค่าความเสียหายจากเหยื่อกลุ่มนี้แล้วกว่า 200 ล้านบาท โดยตำรวจชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.2 ได้รับข้อมูลคดีหลอกลวง มีคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ค่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ โทรหาผู้เสียหายเป็นนักศึกษาชาย อายุ 19 ปี ซึ่งกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยชื่อดังในพื้นที่ จ.นครปฐม
โดยแจ้งกับผู้เสียหายว่าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน จากนั้นได้โอนสายต่อไปยังบุคคลที่อ้างตัวเป็นตำรวจ สภ.เมืองระนอง- DSI เหตุเกิดต่อเนื่องช่วงระหว่างวันที่ 23–25 ก.ย.69 หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ของตนเอง ทำให้ผู้เสียหายตกใจกลัวยอมโอนเงินให้ไปทั้งสิ้น 662,989.90 บาท
ทางชุดสืบสวนได้ตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน พบว่าผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารหลายครั้งรวม 5 รายการ เป็นเงิน 212,989.90 บาท ระหว่างวันที่ 23–25 ก.ย.69 ก่อนเงินจะถูกโอนต่อผ่านบัญชีบุคคลหลายราย และมีบางส่วนถูกนำไปซื้อทองคำกับร้านทองชื่อดังมูลค่านับล้านบาท นอกจากการโอนเงินผ่านบัญชีแล้ว คนร้ายยังหลอกให้ผู้เสียหายถอนเงินสดจำนวน 450,000 บาท แล้วนัดหมายให้นำเงินไปส่งมอบให้กับคนร้ายที่มารับบริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่านศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม
จากพยานหลักฐานพบว่าเมื่อคนร้ายรับเงินสดจากผู้เสียหายแล้ว มีการส่งต่อเป็นทอดๆ โดยมีชายสัญชาติจีนรายหนึ่ง ได้นำเงินสดไปส่งที่หน้าหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง พื้นที่แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กทม.จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานจนขออำนาจศาลออกหมายค้นเป้าหมายบ้านพักเข้าจับกุมและยึดของกลางไว้ได้ทั้งหมด
โดยได้แจ้งข้อหาในความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน,เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาเพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือให้ใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดอาญาอื่นใด, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน”


