“ทนายตั้ม ษิทธา เบี้ยบังเกิด” บุกแจ้งความตำรวจไซเบอร์ เอาผิด “กัน จอมพลัง” ปมชักชวนเล่นพนันออนไลน์ หลังมีคลิปเสียงโผล่ว่อนโซเชียล จ่อเปิดวีรกรรมลงพื้นที่ชายแดนวันเสาร์นี้ ลั่นความดีก็ส่วนความดี ความชั่วก็ส่วนความชั่ว อยากให้พี่น้องประชาชนตาสว่าง


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 ต.ค.69 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายษิทธา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจไซเบอร์ ขอให้ดำเนินคดีกับ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง และตรวจสอบมูลนิธิกันจอมพลัง ในข้อหาชักชวนให้มีการเล่นการพนัน พร้อมขอให้ตำรวจสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์พนันออนไลน์และการฟอกเงิน โดยมี พล.ต.ต.อรุษ แสงจันทร์ รอง ผบช.สอท. ในฐานะโฆษก บช.สอท. เป็นผู้รับเรื่อง


ทนายตั้ม เปิดเผยว่า ตนเคยไปยื่นเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจสอบแล้วก่อนหน้านี้ แต่เนื่องจากคดีนี้มีรายละเอียดหลายประเด็นจึงได้แยกเรื่องการชักชวนเล่นพนันออนไลน์มาให้ตำรวจไซเบอร์ดำเนินการก่อน และยืนยันว่าตนเองรู้จักกับ กัน จอมพลัง เป็นอย่างดี จึงมั่นใจว่าเสียงในคลิปหลักฐานเป็นเสียงของ กัน จอมพลัง แน่นอน ไม่ใช่คลิปที่ตัดต่อด้วยเทคโนโลยี AI



ซึ่งตนได้มาจาก YouTube ที่มีการอัปโหลดไว้ตั้งแต่ปี 2019 หรือประมาณ 6 ปีที่แล้ว สมัยนั้น AI ยังไม่แพร่หลายและไม่สามารถทำเสียงได้เหมือนทุกวันนี้ และที่สำคัญ ในคลิปมีการพูดคำว่า “ฮะ ไม่ได้ครับ” ซึ่ง AI ปกติจะพูดว่า “ครับ” เท่านั้น อีกทั้งลักษณะการพูด สำเนียง น้ำเสียง ต่างๆ เป็นเอกลักษณ์ของ กัน จอมพลัง ที่ผมรู้จักแน่นอน


สำหรับเนื้อหาในคลิปเสียงดังกล่าว ทนายตั้มบอกว่าเป็นการพูดเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาเล่นพนันออนไลน์ในเว็บไซต์ชื่อ USA... ในคลิปมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเว็บแรกในประเทศไทย มีการดึงดูดด้วยการบอกว่ามีหญิงสาวมาจากฮ่องกง เวียดนาม และไต้หวัน มาแจกไพ่รวมถึงสามารถส่งของขวัญให้สาว ๆ ได้ ซึ่งถือเป็นการเชิญชวนให้เยาวชนและประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนัน


ทนายตั้ม กล่าวอีกว่า กัน จอมพลัง เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง สังคมให้ความเคารพ และถูกยกย่องว่าเป็นนักบุญที่คอยช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก แต่เบื้องหลังอาจมีความเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งตนเองเคยสงสัยมาตั้งแต่แรก เพราะในอดีต กัน จอมพลัง เคยมาขอร้องตนเองขณะที่กำลังเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน แต่เมื่อตนเองเปิดประเด็นนี้ขึ้นมาเมื่อเดือนที่ผ่านมา อีกฝ่ายกลับปฏิเสธว่าไม่เคยขอ ไม่รู้จักคนกลุ่มนั้น และหาว่าตนเองตรวจสอบไม่ดี จนกระทั่งได้ยินคลิปเสียงดังกล่าวพร้อมกันทั่วประเทศ จึงแน่ใจว่า กัน จอมพลัง มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ทำเว็บพนันมานานแล้ว รวมถึงทำเองและเชิญชวนคนมาเล่นด้วย



ทั้งนี้ตนได้ยื่น DSI ไว้ค่อนข้างหลายเรื่อง แต่ที่มาไซเบอร์ด้วยเพราะเห็นผลงานที่จับกุม นายอัจฉริยะ และส่งเข้าคุกไปเมื่อวานนี้ ไซเบอร์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการพนันและการกระทำความผิดออนไลน์โดยตรง การยื่นที่นี่จึงเป็นการทำงานคู่ขนานกันไป เป็นเรื่องชุดเดียวกัน อยู่ที่ว่าหน่วยงานไหนจะทำได้ไวกว่า หากไซเบอร์ตรวจสอบลิงก์และคลิปเสียงเสร็จก็สามารถเรียกมาแจ้งข้อหาได้เลย


ส่วนความคืบหน้าการดำเนินคดีของ DSI ทนายตั้ม ระบุว่าตนเองได้ตั้งเรื่องไว้หลายประเด็นจึงต้องใช้เวลา โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่ง DSI อยู่ระหว่างการประสานขอข้อมูลจากธนาคาร ซึ่งตนเองได้รับข้อมูลจากคนใกล้ชิดว่า กัน จอมพลัง มีเส้นสายกับธนาคารบางแห่ง ถึงขั้นสามารถสั่งปิดบัญชีของบุคคลบางคนที่มีการเรียกรับเงินได้ เรื่องนี้ตนเองจะไปติดตามกับทาง DSI อีกครั้ง ส่วนเรื่องที่ตำรวจไซเบอร์จะทำคดีเองหรือโอนสำนวนให้ DSI ให้เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ การยื่นเรื่องหลายหน่วยงานถือเป็นเรื่องดีเพื่อเป็นการ Double Check และป้องกันไม่ให้เกิดข้อกล่าวหาว่าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งกลั่นแกล้ง


ส่วนที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับเงินหมุนเวียน 600-700 ล้านบาทในมูลนิธิของ กัน จอมพลัง ตนเองทราบมานานแล้วว่ามีเงินเข้ามาในบัญชีมูลนิธิประมาณ 700 ล้านบาท ขณะนี้ DSI กำลังตรวจสอบว่าเงินถูกนำออกไปในรูปแบบใด รวมถึงย้ำว่า กัน จอมพลัง ใช้บัญชีม้าที่เป็นญาติของเด็กที่มาทำงานเป็นแอดมิน โดยให้ค่าเปิดบัญชีหัวละ 5,000 บาท ซึ่งขอเตือนไปยังเจ้าของบัญชีม้าเหล่านั้นให้รีบไปพบ DSI เพื่อให้ข้อมูลและแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้ยินยอม หากไม่ให้ความร่วมมืออาจต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินและต้องติดคุกตามกฎหมาย


เรื่องนี้คงจบยาก ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ อย่ามองว่าเป็นแค่การทะเลาะกัน เพราะการโต้ตอบกันทางโพสต์จบไปแล้ว แต่หลังจากนี้คือการตรวจสอบว่าคนที่ถูกมองว่าเป็น “พ่อพระ” แท้จริงแล้วเป็นพ่อพระจริง หรือเป็น “ปีศาจฟอกเงิน” ที่หาเงินจากการบริจาคกันแน่ ส่วนเรื่องการลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม ความดีก็ส่วนความดี ความชั่วก็ส่วนความชั่ว อยากให้พี่น้องประชาชนตาสว่าง ไม่มีใครที่ออกไปช่วยเหลือคนโดยไม่มีอาชีพหลักเป็นเรื่องเป็นราว เรียกว่าทำอาชีพช่วยเหลือคน ถ้าไม่ได้อะไรตอบแทน คงไม่มีใครทำแบบนี้แน่นอน


วันเสาร์ที่จะถึงนี้ ตนเองจะเปิดเผยข้อมูลสำคัญอีกหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ กัน จอมพลัง เคยไปทำไว้บริเวณพื้นที่ชายแดน โดยจะไลฟ์ผ่านรายการ “ษิทรา Talk” เพื่อให้ประชาชนได้ติดตามความจริงต่อไป



ด้าน พล.ต.ต.อรุษ แสงจันทร์ เปิดเผยว่า ทาง สอท. ได้รับเรื่องไว้ดำเนินการตามขั้นตอนและอยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ ที่ทนายตั้มนำมามอบให้ เพื่อพิจารณาว่าจะมีการดำเนินคดีอย่างไรบ้าง โดยเน้นย้ำว่าคดีดังกล่าวเป็นเรื่องของหลักฐานทางดิจิทัล หรือ Digital Footprint เช่น เส้นทางการเงิน และคลิปเสียงต่างๆ ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถพิสูจน์ยืนยันความจริงได้ ยืนยันว่าทาง สอท. ยุคใหม่จะทำงานอย่างตรงไปตรงมา พิจารณาตามพยานหลักฐาน และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทนายตั้ม หรือทางฝ่ายคุณกัน จอมพลัง ขอให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเชื่อมั่นในการทำงาน


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้ทนายตั้มได้ไปยื่นเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และวันนี้เดินทางมาที่ สอท. โดยใช้หลักฐานชุดเดียวกัน สอท. จะต้องนำสำนวนมารวมกันหรือทำงานแยกกันอย่างไร พล.ต.ต.อรุษ ชี้แจงว่า ทาง สอท. ต้องตรวจสอบพยานหลักฐานในส่วนของตนเองก่อน ทั้งสองหน่วยงานต่างคนต่างมีหน้าที่และทำหน้าที่ในส่วนของตนไป


ขณะที่ทนายตั้ม ได้ชี้แจงเสริมว่า การเดินทางไปยื่นเรื่องที่ DSI ก่อนหน้านี้ เป็นเพียงการ “ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ” คลิปเสียงและพยานหลักฐาน หากพบการกระทำความผิดจึงค่อยดำเนินการ แต่การเดินทางมาที่ตำรวจไซเบอร์ (สอท.) ในวันนี้ เป็นการ “แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดี”

พล.ต.ต.อรุษ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากเป็นคนละหน่วยงาน ทาง DSI ก็ทำไป ทางไซเบอร์ก็ทำไป ส่วนจะมีการประสานงานกันในภายหลังหรือไม่นั้นค่อยว่ากันตามขั้นตอน โดยหลังจากนี้ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) ให้ทนายตั้มเข้าสอบปากคำอย่างเป็นทางการทันที