ไกล่เกลี่ยรอบแรกไม่ลงตัว “อาจารย์หมอ มฟล.” ขับรถชน 3 นศ. ดับ 2 สาหัส 1 นำพวงมาลัยขอขมา สัญญาจะบวชอุทิศส่วนกุศลให้ เบื้องต้นจ่ายเงินก้อนเดียวเยียวยาไปก่อน 2.5 แสน หลังข้อเสนอ 6 หลักต้น ยังไม่เหมาะสมกับความสูญเสียและผลกระทบที่เกิดขึ้น ญาติเคาะรายละ 8 ล้าน ทำให้การเจรจายังไม่ได้ข้อยุติ ต้องนัดหารือกันอีกครั้งตามขั้นตอน
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเหตุอุบัติเหตุสะเทือนขวัญบริเวณสามแยกไฟแดงนางแล ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย กรณี นายแพทย์ กมล ราชคม อาจารย์แพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ขับรถยนต์เก๋งพุ่งชนกลุ่มรถจักรยานยนต์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ขณะจอดรอสัญญาณไฟ ส่งผลให้นักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 1 เสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของ นพ.กมล ไม่พบแอลกอฮอล์ และผู้ขับขี่ไม่ได้หลบหนีจากที่เกิดเหตุ พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะที่พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อดำเนินคดีในข้อหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บสาหัส
วันนี้ (15 ก.ย. 69) ทั้งฝ่ายอาจารย์หมอผู้ก่อเหตุและฝ่ายญาติของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.บ้านดู่ เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องการเยียวยาและค่าสินไหมทดแทน ซึ่งการเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งแรก บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด โดยมี พ.ต.ท.รัตนพล บั้งเงิน รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.บ้านดู่ และ ร.ต.ท.ภานุวัฒน์ อาจสูงเนิน พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ร่วมเป็นคนกลางในการพูดคุยระหว่างคู่กรณี โดยมีญาติของผู้เสียหายทั้ง 3 ครอบครัวเข้าร่วมการเจรจา ประกอบด้วยครอบครัวของ 1.นางสาวนิชาภา พรมตอง อายุ 19 ปี ที่อยู่ 199 ม.2 ต.นาไร่หลวง อ.สองแคว จ.น่าน ซึ่งเสียชีวิตคาที่ในวันเกิดเหตุ (25 ส.ค.) 2.นางสาวอัลฟาริน กาซอ อายุประมาณ 18 ปี ที่อยู่ 63/1 ม.4 ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี บาดเจ็บสาหัสในวันเกิดเหตุก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา (29 ส.ค.) และ 3. ครอบครัวของ นางสาวพัชรีพร นครจันทร์ อายุ 18 ปี ที่อยู่ 23/2 ม.4 ต.วัดโบสถ์ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งยังบาดเจ็บสาหัส และต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ระหว่างการเจรจา นพ.กมล ได้นำพวงมาลัยมาขอขมาครอบครัวผู้เสียหาย พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยญาติของนักศึกษาที่ได้รับบาดเจ็บยอมรับพวงมาลัยไว้ ขณะที่ญาติของนักศึกษาที่เสียชีวิตทั้ง 2 ราย ซึ่งอยู่ในอาการโศกเศร้าอย่างหนัก ปฏิเสธที่จะรับพวงมาลัย และไม่ยอมหันมองหน้า นพ.กมล
ในส่วนของการเจรจาค่าสินไหมทดแทน ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ โดยเบื้องต้นฝ่ายแพทย์เสนอเงินชดเชยแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 100,000 บาท และผู้บาดเจ็บ 50,000 บาท ขณะที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเสนอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน รายละ 8 ล้านบาท ทำให้การเจรจาครั้งแรกยังไม่มีข้อยุติ และต้องนัดหารือกันอีกครั้งตามขั้นตอน
หลังเสร็จสิ้นการเจรจา นพ.กมล ราชคม แพทย์ผู้ก่อเหตุ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนด้วยน้ำเสียงสลด โดยยอมรับว่าตัวเลขและข้อเสนอเรื่องการเยียวยาระหว่างตนกับครอบครัวผู้เสียชีวิตยังไม่ตรงกัน จึงยังไม่สามารถตกลงกันได้ในชั้นนี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงตัวเลขที่อยู่ในใจและการชดใช้ความสูญเสีย นพ.กมล กล่าวว่า การสูญเสียชีวิตครั้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินได้ เพราะชีวิตของคนคนหนึ่งมีคุณค่าสูงเกินกว่าจะตีค่าออกมาเป็นตัวเลข พร้อมระบุว่ารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และตระหนักดีว่าไม่ว่าจะชดใช้ด้วยเงินจำนวนเท่าใด ก็คงไม่สามารถทดแทนชีวิตที่สูญเสียไปได้ จึงยังไม่สามารถระบุตัวเลขที่ชัดเจนได้ในขณะนี้
นพ.กมล ยังเปิดเผยด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่ได้อยู่นิ่งเฉย และพยายามรวบรวมทรัพย์สินเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นให้แก่ครอบครัวผู้เสียหายไปแล้วส่วนหนึ่งตามกำลังที่มี นอกจากนี้ยังได้เข้าพบพนักงานสอบสวนและให้ปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ส่วนคดีความจะจบลงอย่างไร หรือจะมีการนัดเจรจาอีกครั้งหรือไม่ ยังคงต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมาย
ด้าน นายบัณฑิต สิงหบุตร ทนายความตัวแทนฝ่ายผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ในการเจรจาครั้งนี้ นพ.กมล ได้เดินทางมาพบครอบครัวผู้เสียหายด้วยตัวเอง พร้อมเข้าขอขมาลาโทษและกราบเท้าญาติของผู้สูญเสีย เพื่อแสดงความเสียใจและขออโหสิกรรมต่อครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งการแสดงความเสียใจดังกล่าวเป็นเรื่องในด้านจิตใจ ขณะที่ประเด็นความรับผิดทางกฎหมายและค่าสินไหมทดแทนยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
นอกจากนี้ ฝ่ายแพทย์ยังแจ้งต่อครอบครัวผู้เสียหายถึงความตั้งใจที่จะเข้าพิธีอุปสมบท เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้สูญเสีย และหวังให้เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความสำนึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การอุปสมบทหรือการแสดงความเสียใจดังกล่าวไม่ได้ทำให้ประเด็นเรื่องค่าสินไหมทดแทนยุติลง ทั้งสองฝ่ายยังคงต้องหารือรายละเอียดกันต่อไป
ส่วนการเจรจาจำนวนเงินเยียวยา นายบัณฑิต กล่าวว่า ครอบครัวผู้เสียหายเปิดโอกาสให้ฝ่ายแพทย์เป็นผู้เสนอจำนวนเงินก่อน โดยฝ่ายแพทย์เสนอวงเงินเยียวยาเบื้องต้นในระดับ “6 หลักช่วงต้น” หรือหลักแสนบาทต้นๆ แต่เมื่อครอบครัวและญาติผู้เสียหายนำข้อเสนอมาพิจารณา เห็นว่ายังไม่เหมาะสมกับความสูญเสียและผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงเสนอวงเงินกลับไปในระดับ “7 หลัก” หรือหลักล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ทนายความฝ่ายผู้เสียหายขอสงวนการเปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัดของข้อเสนอระดับหลักล้านบาทต่อสาธารณชน เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดการตีความว่าครอบครัวนำคุณค่าหรือชีวิตของผู้สูญเสียมาเปรียบเทียบหรือตีราคาเป็นจำนวนเงิน โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเจรจาเพื่อหาความเหมาะสมในการเยียวยาความเสียหายตามกระบวนการทางกฎหมาย
ต่อมา ฝ่ายแพทย์ได้นำเงินจำนวน 250,000 บาท มาวางเป็นเงินเยียวยาเบื้องต้น เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ครอบครัวผู้เสียหาย โดยฝ่ายญาติยินดีรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้ก่อน แต่มีการทำความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า เงิน 250,000 บาท เป็น เงินก้อนรวม ไม่ใช่ 250,000 บาทต่อครอบครัว
นายบัณฑิต อธิบายเพิ่มเติมว่า เงินจำนวน 250,000 บาทดังกล่าวจะต้องนำไปแบ่งเฉลี่ยระหว่างครอบครัวของผู้เสียหายทั้งหมด ดังนั้นจำนวนเงินที่แต่ละครอบครัวจะได้รับจริงย่อมไม่ถึง 250,000 บาท ขณะที่ฝ่ายญาติยังเห็นว่าเงินก้อนดังกล่าวเป็นเพียงการช่วยเหลือเบื้องต้น และยังไม่ใช่ข้อยุติของการเจรจาค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด
การพูดคุยจึงยังคงเป็นเพียงการเจรจาระหว่างสองฝ่าย โดยครอบครัวผู้เสียหายยืนยันถึงความจำเป็นที่จะต้องได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมกับความสูญเสีย ขณะที่ฝ่ายแพทย์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอของครอบครัวผู้เสียหายที่ต้องการวงเงินในระดับหลักล้านบาท ส่งผลให้การเจรจารอบแรกยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสุดท้ายได้
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ หากทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงเรื่องจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนกันได้ คาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยในชั้นศาล เพื่อเปิดโอกาสให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้เจรจาและหาข้อยุติภายใต้กระบวนการทางกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม การเจรจาเรื่องการเยียวยาและการแสดงความเสียใจระหว่างคู่กรณี เป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น และไม่ถือเป็นการชี้ขาดถึงความรับผิดทางอาญา ซึ่งยังคงต้องเป็นไปตามการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนและกระบวนการพิจารณาของศาลต่อไป