“บิ๊กต่อ” เผยยึดทรัพย์ “สมีโชติ” เพิ่ม ยอดรวมพุ่งกว่า 300 ล้าน ส่ง ปปง.สอบเส้นทางเงิน-จ่อขยายผลเฟส 2-3 ยืนยันยังไม่มีหมายเรียกเซียนพระหรือบุคคลอื่น


เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 15 ก.ย. 69 ที่ ห้องแถลงข่าวชั้น 2 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้าการขยายผลดำเนินคดี นายอติโชติ ทันประเสริฐ หรือ “สมีโชติ” อดีตพระวชิรญาณ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง และน.ส.ปุณยวีร์ หรือ “สีกาเอ๋” อายุ 47 ปี ประเด็นความผิดปกติของทรัพย์สิน รวมถึงมูลนิธิฯ ที่นายอติโชติจัดตั้งขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า จากพฤติการณ์และพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการนำเงินเข้ามาในมูลนิธิฯ อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และพบลักษณะบางประการที่มีความคล้ายคลึงกับการดำเนินงานของวัดพระบาทน้ำพุ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา

ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาฟอกเงินไปแล้ว และส่งข้อมูลทั้งหมดให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด เนื่องจาก ปปง. มีอำนาจในการตรวจสอบธุรกรรมและเส้นทางการเงินครอบคลุมมากกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อนำมาประกอบการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ผบช.ก. ยืนยันว่า ตำรวจเตรียมขยายผลการดำเนินคดีในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ตามแนวทางที่ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป เคยเปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเพิ่มเติม พบเงินในบัญชีอีกเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ยอดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีขณะนี้มีมูลค่ารวมสูงกว่า 300 ล้านบาท

ส่วนกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่เตรียมเรียกสอบปากคำกลุ่มเซียนพระหรือบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีนั้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายเรียกหรือหมายจับบุคคลเพิ่มเติม แต่มีบุคคลทยอยเข้ามาให้ข้อมูลและเบาะแสกับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง พนักงานสอบสวนพร้อมรับข้อมูลทั้งหมดไว้พิจารณาตามพยานหลักฐาน

สำหรับกรณีที่ปรากฏชื่อ “วัดจุฬามณี” จ.สมุทรสงคราม ในสื่อสังคมออนไลน์ จนทำให้เกิดความหวั่นไหวต่อศรัทธาของประชาชน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า บช.ก. ยึดหลักการตรวจสอบตามข้อร้องเรียน หากพบพยานหลักฐานชัดเจนเช่นเดียวกับกรณีวัดพุทไธศวรรย์ จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที แต่หากเรื่องยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยังไม่พบหลักฐานการกระทำผิดกฎหมาย ตำรวจจะไม่เร่งรีบเปิดเผยข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชน

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยังขอให้สังคมแยกแยะระหว่างพระพุทธศาสนา วัด และพฤติกรรมของบุคคล โดยตำรวจจะมุ่งดำเนินคดีอาญาเฉพาะกรณีที่พบการกระทำผิด โดยเฉพาะการเบียดบังทรัพย์สินของวัด ส่วนวัดอื่นๆ ที่มีกระแสข่าวในขณะนี้ เบื้องต้นยังไม่มีข้อมูลความผิดปกติส่งเข้ามาให้ตำรวจตรวจสอบ

นอกจากนี้ กรณี “วัดป่าภูผาสูง” อ.เนินสูง จ.นครราชสีมา พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้รวบรวมพยานหลักฐานก่อนส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว ดังนั้น รายละเอียดในสำนวนจึงอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช.