เตือนภัย อดีตข้าราชการสาธารณสุขวัย 65 ปี ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังคนร้ายอ้างเป็นตำรวจ หลอกว่ามีส่วนพัวพันคดีฟอกเงินและยาเสพติด ก่อนส่งเอกสารปลอมมีตราครุฑข่มขู่ พร้อมบังคับวิดีโอคอลเฝ้าดูตลอดทั้งวันทั้งคืน
วันที่ 3 กันยายน 2569 อดีตข้าราชการสาธารณสุขวัย 65 ปี ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ หลังคนร้ายอ้างเป็นตำรวจ สภ.น่าน หลอกว่ามีส่วนพัวพันคดีฟอกเงินและยาเสพติด ก่อนส่งเอกสารปลอมมีตราครุฑผ่าน LINE ข่มขู่ให้หวาดกลัว พร้อมบังคับวิดีโอคอลเฝ้าดูตลอดทั้งวันทั้งคืน
โดยคนร้ายอ้างว่าต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สิน สั่งให้ผู้เสียหายนำสมุดบัญชีธนาคารมาถ่ายรูปส่งให้ตรวจสอบ เมื่อเห็นว่ามีเงินอยู่หลายบัญชี จึงออกอุบายให้ไปถอนเงินสดจากธนาคาร รวมถึงเงินกู้จากสหกรณ์ แล้วนำกลับมาเก็บไว้ที่บ้าน โดยอ้างว่าจะมีเจ้าหน้าที่มารับไปตรวจสอบ
ระหว่างวันที่ 27–31 สิงหาคม คนร้ายไม่ได้ให้เหยื่อโอนเงิน แต่ใช้วิธีส่งคนขับรถมารับเงินสดถึงหน้าบ้าน โดยเปลี่ยนทั้งคนและยานพาหนะในแต่ละวัน ก่อนนำเงินหลบหนีไป
นอกจากเงินสดกว่า 4.2 ล้านบาท ผู้เสียหายยังถูกหลอกให้ส่งมอบทองคำอีก 5 บาท ให้กับกลุ่มคนร้าย ทำให้ทรัพย์สินที่สูญเสียไปมีมูลค่าจำนวนมาก
ป้าแดง วัย 65 ปี เปิดเผยว่า ตลอดชีวิตทำงานและเก็บเงินมาด้วยความยากลำบาก แต่กลับต้องสูญเงินเก็บทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่วัน รวมกว่า 4.2 ล้านบาท และยังมีหนี้สหกรณ์อีกประมาณ 500,000 บาท โดยเป็นการไปกู้ให้มิจฉาชีพ แม้แต่สลากออมสินก็ยังให้ป้าแดงไปขายนำเงินมาให้มิจฉาชีพทั้งหมด โดยนำสมุดบัญชีจำนวน 5 เล่ม จาก 3 ธนาคารมาให้ผู้สื่อข่าวดู พบว่าเงินในบัญชี เหลือเพียงหลักพันบาท
ป้าแดง เล่าว่า เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ช่วงบ่ายๆ มีหมายเลขโทรศัพท์แปลกโทรเข้ามา อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.น่าน และกล่าวหาว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินและยาเสพติด เมื่อถูกข่มขู่และเห็นหมายศาลที่มีตราครุฑ จึงเชื่อว่าเป็นเอกสารราชการจริง
จากนั้นคนร้ายให้เพิ่มเพื่อนใน LINE และส่งเอกสารต่างๆ รวมถึงหมายศาลปลอมมาให้ดู พร้อมกำชับห้ามนำเรื่องไปบอกใคร แม้แต่คนในครอบครัว โดยอ้างว่าหากข้อมูลรั่วไหลจะถูกดำเนินคดีและจำคุก 2–3 ปี ก่อนบังคับให้เปิดวิดีโอคอลทิ้งไว้ เพื่อเฝ้าดูความเคลื่อนไหวตลอดเวลา แม้แต่เข้าห้องน้ำก็ยังต้องวิดีโอคอล
ด้วยความหวาดกลัว ผู้เสียหายจึงทำตามคำสั่งทุกอย่าง กระทั่งนำเงินสดออกมาจากธนาคารหลายแห่ง รวมถึงเงินกู้สหกรณ์ และนำทองคำ 5 บาทมอบให้กลุ่มคนร้าย ก่อนที่คนร้ายจะส่งคนมารับทรัพย์สินถึงบ้านหลายครั้ง
วันนี้ผู้เสียหายถึงกับร่ำไห้ บอกว่ารู้สึกเหมือน “ตายทั้งเป็น” เงินและทองที่ทำงานเก็บมาทั้งชีวิตกลับสูญหายไปภายในเวลาไม่กี่วัน เหลือเพียงหนี้สินและความบอบช้ำทางจิตใจ
เบื้องต้น ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เสนาแล้ว เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และติดตามตัวบุคคลที่มารับเงินและทรัพย์สิน เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สำหรับไทม์ไลน์ จากกล้องวงจรปิดบริเวณบ้านผู้เสียหาย สามารถบันทึกมิจฉาชีพสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวกางเกงขายาวสีดำ แมสก์ปิดบังใบหน้า มารับเงิน วันแรก 27 สิงหาคม 2569
ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกรถยนต์เก๋งสีดำ ยี่ห้อ Toyota รุ่น Innova มารับป้าแดงที่บ้านเพื่อไปกู้เงินสหกรณ์ในตัวเมือง
วันที่ 1 กันยายน 2569 รถยนต์เก๋ง Honda CR-V สีขาว เข้ามารับผู้เสียหาย ป้าแดงโดยพาไปขอใบรับรองบำเหน็จตกทอดเพื่อไปทำการกู้ ที่สสจ. แห่งหนึ่ง แต่ทำเรื่องไม่ได้ มิจฉาชีพจึงนำตัวป้าแดงกลับมาส่งที่บ้าน จากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อมาอีกเลย
โดยคนร้ายไม่ได้เพียงมารับเงิน แต่ยังพาผู้เสียหายขึ้นรถไปยังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง โดยอ้างว่าจะพาไปดำเนินการเรื่องกู้เงินเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ผู้เสียหายระบุว่า กลุ่มคนร้ายมีการใช้รถยนต์สับเปลี่ยนกันทั้งหมดประมาณ 3 คัน ในการเดินทางมารับเงินและทรัพย์สิน แต่ขณะนี้กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพรถได้ 2 คัน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นหลักฐานสำคัญให้เจ้าหน้าที่ติดตามเส้นทางของกลุ่มคนร้ายได้.