โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ชี้แจงกรณีไล่ออก “ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์” สามี “เจ๊หนิง” คู่กรณีเมีย “บิ๊กโจ๊ก” คดีรีดเงิน 3 ล้าน ชี้ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ตร. ภายใน 30 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 1 กันยายน 2569 กรณีลงโทษ ไล่ออกจากราชการ และสถานภาพของ ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ น้อมชอบพิทักษ์ โดยระบุว่า ตามที่ ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ น้อมชอบพิทักษ์ อดีตข้าราชการตำรวจ ตำแหน่งอาจารย์ (สบ4) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ กระทำผิดวินัยร้ายแรง และตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจอย่างรุนแรงนั้น

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ขอชี้แจงพฤติการณ์การกระทำความผิด การดำเนินการทางกฎหมาย และสถานภาพของอดีตข้าราชการตำรวจรายดังกล่าว 2 กรณี ดังนี้

พฤติการณ์การกระทำผิดวินัยร้ายแรง และการพ้นสภาพจากราชการ จากกรณีการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2567 ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยา ร่วมกันแต่งเรื่องแจ้งความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง เพื่อแกล้งผู้เสียหายให้ต้องรับโทษในความผิดฐานลักทรัพย์ และบุกรุก การสอบสวนถึงที่สุด มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง และปรากฏอีกว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567  ไปกล่าวหาผู้เสียหายผ่านรายการโทรทัศน์ ว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งการที่ผู้ถูกกล่าวหาให้สัมภาษณ์ว่ามีพฤติกรรมชู้สาวกับหญิงอื่นที่มีสามี เป็นการกระทำที่ผิดวินัยตำรวจอย่างร้ายแรง หลังการสอบสวนเสร็จสิ้น จึงมีคำสั่งให้ปลดออกจากราชการ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569

กรณีที่สองเป็นพฤติการณ์ร่วมกับภรรยากลั่นแกล้งผู้เสียหายว่าลักทรัพย์ และบุกรุก ซึ่งจากการสอบสวนมีหลักฐานชี้ชัดว่า ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยา มีมูลเหตุจูงใจกระทำการดังกล่าว เพื่อเรียกรับเงิน 3 ล้านบาท แลกกับการไม่เปิดเผยคลิปวิดีโอความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้เสียหาย ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันเชื่อได้ว่า ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จึงมีคำสั่งลงโทษขั้นสูงสุดให้ “ไล่ออก” จากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ส่งผลให้พ้นสภาพความเป็นข้าราชการตำรวจโดยสมบูรณ์

นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า ก่อนที่จะมีคำสั่งทางวินัย ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ ได้ให้ภรรยา มาพูดจาข่มขู่ และกดดันผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อหวังให้ตนเองไม่มีความผิด และภายหลังที่ดำเนินการทางวินัยแล้ว ปรากฏว่า อดีตข้าราชการตำรวจรายนี้ และคนใกล้ชิด ได้ทำการประวิงเวลา และกดดันกระบวนการยุติธรรม อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข่าวบิดเบือนเพื่อกดดันองค์กร การโพสต์ข้อความข่มขู่ทางเฟซบุ๊ก

ทั้งนี้ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้เผยความคืบหน้าคดีอาญาเพิ่มเติม ของอดีตข้าราชการตำรวจ และภรรยาว่า คดีแจ้งความกล่าวหาผู้เสียหายฐานลักทรัพย์และบุกรุก มีคำสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาด ซึ่งผู้เสียหายได้แจ้งความกลับในข้อหาร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น ซึ่งพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง

ส่วนคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากการให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิด ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 150,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 3 ปี พร้อมสั่งให้ลงโฆษณาคำพิพากษาเพื่อชดเชยความเสียหายแก่ผู้เสียหาย

โดยผลจากคำสั่ง ลงโทษ “ไล่ออก” ทำให้อดีตข้าราชการตำรวจรายนี้ หมดสิทธิรับบำเหน็จ บำนาญ และสวัสดิการใดๆ จากทางราชการทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ภายใน 30 วัน และหากไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 90 วัน ตามกระบวนการยุติธรรม

อ้างอิงจาก โรงเรียนนายร้อยตำรวจ