สระแก้ว-เร่งล่าคนร้ายชิงทรัพย์ร้านทองห้างดังอรัญประเทศ ขณะที่ EOD ตชด.12 ตรวจพบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 4 ลูก เร่งแกะรอยกล้องวงจรปิดไล่ล่า ยังไม่ชัดอาศัยช่องโหว่ หลบหนีออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติแล้วหรือไม่


เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีคนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านทองเยาวราช ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง สาขาอรัญประเทศ ตำบลบ้านใหม่หนองไทร อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เบื้องต้นคนร้ายลงมือก่อเหตุเพียงคนเดียว พร้อมใช้อาวุธปืนและวัตถุระเบิด ก่อนชิงสร้อยคอทองคำจำนวน 2 ถาด ถาดละ 2 บาท แล้วหลบหนีออกจากพื้นที่ 


เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความแตกตื่นและความกังวลให้กับประชาชน เนื่องจากคนร้ายมีการเตรียมอาวุธมาเป็นอย่างดี และที่สำคัญ ร้านทองแห่งนี้เคยถูกคนร้ายก่อเหตุปล้นมาแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้เหตุครั้งล่าสุดถือเป็นการถูกปล้นซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบพยานหลักฐานและมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบอย่างละเอียด


ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ พร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ได้เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุทันที ก่อนประสานเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและเจ้าหน้าที่


ล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น. ภายใต้การสั่งการของ ว่าที่ พ.ต.อ.พิภพ พรหมยก ผกก.ตชด.12 ได้จัดเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด กก.ตชด.12 จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ โดยมี ร.ต.อ.อนุสรณ์ ถาวรศิลป์ รอง สว.กก.ตชด.12 (กทบ.) เป็นหัวหน้าชุด ลงพื้นที่สนับสนุน สภ.อรัญประเทศ เพื่อตรวจสอบและพิสูจน์ทราบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดที่พบในที่เกิดเหตุ 


จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ EOD พบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 4 ลูก โดยในจำนวนนี้เกิดการระเบิดแล้ว 2 ลูก และยังไม่ระเบิดอีก 2 ลูก เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ก่อนทำให้วัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงานอยู่ในสภาพปลอดภัย และส่งมอบวัตถุที่เกี่ยวข้องให้พนักงานสอบสวน สภ.อรัญประเทศ เพื่อดำเนินการตรวจพิสูจน์และใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีต่อไป


ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเร่งสืบสวนติดตามตัวคนร้าย โดยอยู่ระหว่างตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งบริเวณก่อนเกิดเหตุ จุดเกิดเหตุ และเส้นทางหลบหนี เพื่อแกะรอยพฤติกรรมของคนร้ายและหาเบาะแสสำคัญในการติดตามตัวมาดำเนินคดี 


ต่อมา นายกิตติศักดิ์ หมื่นศรี รองประธานกรรมาธิการตำรวจ พร้อมด้วย นายกฤษณะ อ่วมโพธิ์ ที่ปรึกษา และคณะ ได้ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าคดีด้วยตัวเอง หลังได้รับทราบเหตุชิงทรัพย์ร้านทอง โดยเตรียมนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การประชุมร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว รวมถึงประเด็นการลักลอบเข้าเมืองและการปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน 


นายกิตติศักดิ์ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุอยู่ระหว่างการประชุมในพื้นที่อำเภอโคกสูง เมื่อทราบข่าวเหตุชิงทองจึงเดินทางลงพื้นที่ทันที เพื่อรับทราบสถานการณ์และติดตามการดำเนินคดี โดยจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การประชุมเพื่อเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวผู้ก่อเหตุและดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด


จากข้อมูลเบื้องต้น นายกิตติศักดิ์ระบุว่า ลักษณะการก่อเหตุสะท้อนให้เห็นว่าคนร้ายมีการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ทั้งการเตรียมอาวุธปืนและระเบิด และมีข้อมูลว่าอาจลงมือเพียงคนเดียว จึงมีข้อสังเกตว่าผู้ก่อเหตุอาจมีประสบการณ์หรือความชำนาญในการก่อเหตุลักษณะดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ก่อเหตุเป็นใคร หรือเป็นคนไทยหรือต่างชาติ ต้องรอผลการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานจากเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ


ส่วนประเด็นที่คนร้ายอาจใช้เส้นทางธรรมชาติในการหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านนั้น นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า พื้นที่ชายแดนมีช่องทางธรรมชาติอยู่หลายจุด แม้เจ้าหน้าที่จะมีการวางกำลังดูแลตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าอาจมีช่องโหว่บางช่วง และหากคนร้ายเลือกใช้เส้นทางดังกล่าว ก็อาจต้องเป็นผู้ที่รู้จักสภาพพื้นที่เป็นอย่างดี


อย่างไรก็ตาม นายกิตติศักดิ์ ไม่ต้องการกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ เนื่องจากเชื่อว่าทุกหน่วยงานมีความตั้งใจและเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายอยู่แล้ว แต่พื้นที่ชายแดนมีปัจจัยที่ต้องดูแลหลายด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ และการประกอบอาชีพของประชาชน จึงจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน


สำหรับคดีชิงทองครั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เพื่อย้อนรอยเส้นทางของคนร้ายตั้งแต่ก่อนลงมือ ระหว่างก่อเหตุ และหลังหลบหนี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการระบุตัวผู้ก่อเหตุ เส้นทางหลบหนี อาวุธที่ใช้ ตลอดจนติดตามทองคำที่ถูกชิงไปกลับคืนมา


นายกิตติศักดิ์ ยังแสดงความมั่นใจในศักยภาพของตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยเฉพาะระบบกล้องวงจรปิดและการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย พร้อมเชื่อว่า คดีนี้ไม่เกินความสามารถของตำรวจในการติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย