“บิ๊กโจ๊ก” ควงทนายแจ้งความตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ดำเนินคดีกลุ่มชาย 4 คน อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. แอบถ่ายภาพหน้าบ้านพักโดยไม่ได้รับอนุญาต ชี้เป็นการละเมิดสิทธิ

วันที่ 25 ส.ค.69 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรอง ผบ.ตร. เดินทางมาที่ สน.ทุ่งสองห้อง พบ พ.ต.อ.ยุทธศิลป์ การินทร์ ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง และพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อลงชื่อยืนยันความเป็นผู้เสียหาย หลังมอบหมายให้ทนายความเข้าแจ้งความ กรณีมีชาย 4 คน อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เข้าไปในหมู่บ้านที่พักอาศัย ซอยวิภาวดีรังสิต 60 และถ่ายภาพบริเวณบ้าน เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการตามกฎหมาย พบว่ามีชายประมาณ 4 คน อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เดินทางเข้าไปภายในหมู่บ้านที่พักอาศัย และถ่ายภาพบริเวณบ้านของตน บุคคลดังกล่าวแจ้งต่อนิติบุคคลของหมู่บ้านว่า “เดินทางมาเพื่อยื่นเอกสาร” แต่จากพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ตนเห็นว่าไม่ได้เป็นเพียงการนำเอกสารมาส่ง เนื่องจากมีการเข้าไปบริเวณใกล้บ้านและถ่ายภาพ ขณะที่ภายหลังยังมีการชี้แจงว่าเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อกลับรถ แต่ตนมองว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีข้อสังเกตหลายประการ โดยเฉพาะการที่บุคคลทั้ง 4 คน ไม่ได้แสดงตัวกับตน ไม่ได้ลงจากรถ และไม่ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจว่ามาดำเนินการในเรื่องใด หากเดินทางมาโดยสุจริตควรแสดงตัวอย่างชัดเจน 

อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการนิติบุคคลของหมู่บ้านยืนยันว่า บุคคลดังกล่าวติดต่อเข้ามาเพื่อส่งเอกสารและนัดหมายขอรับเอกสาร รวมถึงหากต้องการข้อมูลใดนิติบุคคลพร้อมให้ข้อมูล แต่กลับมีพฤติการณ์เข้าไปถ่ายภาพบริเวณบ้านพักของตน

อดีตรอง ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า วันนี้รวบรวมพยานหลักฐานและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พร้อมมอบหมายให้ทนายความเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 4 คน เห็นว่าตนจำเป็นต้องใช้สิทธิในการปกป้องตนเอง และไม่ต้องการให้พฤติการณ์ในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไป เพราะไม่ควรเป็นกรณีที่บุคคลใดจะสามารถเข้าไปถ่ายภาพบ้านของผู้อื่นได้ตามอำเภอใจ เนื่องจากอาจเป็นการละเมิดสิทธิของเจ้าของบ้าน

ด้าน นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับนิติบุคคลของหมู่บ้าน ทำให้ทราบว่าบุคคลกลุ่มดังกล่าวเดินทางมาเพื่อส่งเอกสารและขอข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของหมู่บ้าน เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยตรง ดังนั้น เมื่อดำเนินการพูดคุยและส่งเอกสารเรียบร้อยแล้ว ภารกิจของเจ้าหน้าที่น่าจะสิ้นสุดและควรเดินทางกลับ แต่กลับพบว่ามีพฤติการณ์เข้าไปในพื้นที่บริเวณบ้านพักของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ การเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวมีข้อสงสัยว่าเป็นการเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากไม่มีการขออนุญาตจากเจ้าของบ้าน และไม่ได้ขออนุญาตจากนิติบุคคลของหมู่บ้านที่จะเข้าไปภายในพื้นที่ดังกล่าว จากการตรวจสอบคลิปวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์ เห็นว่าพฤติการณ์ไม่น่าจะเป็นเพียงการเข้าไปกลับรถ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวสามารถกลับรถได้โดยไม่จำเป็นต้องขับรถเข้าไปในพื้นที่ด้านในของหมู่บ้าน

พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้อยู่อาศัยภายในหมู่บ้านเกิดข้อสงสัยและเชื่อได้ว่า อาจมีเจตนาหรือพฤติการณ์อื่นนอกเหนือจากการเดินทางมาส่งเอกสาร ตนจึงนำข้อเท็จจริงทั้งหมดส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวน เพื่อให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีเจตนาอย่างไร

สำหรับขั้นตอนหลังจากการแจ้งความร้องทุกข์ในวันนี้ ทนายความกล่าวว่า จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนบุคคลทั้ง 4 คน ขณะนี้ยังไม่ทราบชื่อและยังต้องตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จริงหรือไม่ รวมถึงเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานใด และมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่ ตำรวจจะต้องเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ เพื่อสอบถามถึงเหตุผลและวัตถุประสงค์ในการเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว

ทนายความกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ทำหนังสือไปถึงนิติบุคคลของหมู่บ้าน ในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยของลูกบ้าน โดยให้พิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่ และจะสามารถดำเนินการในส่วนใดได้บ้าง

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิและความเป็นส่วนตัวของตนเอง รวมถึงต้องการให้กรณีดังกล่าวได้รับการตรวจสอบอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันกับประชาชนทั่วไป โดยหลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนข้อเท็จจริง ก่อนพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป