อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยยังไม่ได้ข้อสรุป ถกทบทวนการบังคับโทษทางอาญานักโทษเด็ดขาด ที่ประชุมเสนออัตราโทษขั้นต่ำแต่ละรายคดี ต้องรับโทษจริงเป็นเวลากี่ปี ก่อนปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด
กระทรวงยุติธรรม เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 ส.ค. 69 คณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ เพื่อสรุปผลการหารือ วางกรอบ หลักเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติสำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัว โดยเป็นการประชุมครั้งที่ 2/2569 นำโดย พล.ต.ท.สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษาของ รมว.ยุติธรรม ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุม และมี พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมหารือ โดยการประชุมใช้เวลา 1 ชม. 30 นาที
หลังการประชุม พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ออกมาเปิดเผยสั้น ๆ กับสื่อมวลชนที่มาปักหลักติดตามความเคลื่อนไหวความคืบหน้าถึงผลการประชุม ว่า สำหรับการประชุมในวันนี้ยังไม่มีผลเป็นที่สุด เพราะยังไม่สมบูรณ์แล้วเสร็จ ส่วนกรณีหากผู้ต้องขังรายใดในอนาคตต้องคำพิพากษาโทษประหารชีวิต เบื้องต้นมีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำว่าจะต้องรับโทษจริงมาไม่ต่ำกว่า 25 ปี ก่อนจะได้รับการปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดจริง แต่ในประเด็นนี้ที่ประชุมก็ยังไม่ได้ผลเป็นที่ยุติสมบูรณ์
สำหรับรายงานภายในที่ประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ระบุว่า ในที่ประชุมของคณะทำงานวันนี้ ได้มีการเสนออัตราโทษขั้นต่ำของแต่ละรายคดี ที่เป็นโทษสูง โทษร้ายแรง ว่าผู้ต้องขังจะต้องรับโทษจริงภายในเรือนจำเป็นระยะเวลากี่ปี ก่อนที่จะได้รับการปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด ซึ่งเบื้องต้นมีการนำเสนออัตราโทษขั้นต่ำ ดังนี้ นักโทษเด็ดขาดที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต จะเลื่อนชั้นกรณีปกติ หรือเลื่อนชั้นกรณีมีเหตุพิเศษได้ ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 25 ปี นับแต่วันคดีถึงที่สุด ขณะที่นักโทษเด็ดขาดที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต จะเลื่อนชั้นกรณีปกติหรือเลื่อนชั้นกรณีมีเหตุพิเศษได้ ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี นับแต่วันคดีถึงที่สุด เป็นต้น
ด้าน ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่มีการประกาศ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม ลงในราชกิจจานุเบกษา ในส่วนบทบาทของกรมราชทัณฑ์นั้น จะมีหน้าที่ในการรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขัง ตามมาตรา 6 ของกฎหมาย ซึ่งระบุว่า ให้รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ทั้งรับจากทางผู้ต้องขังที่ร้องขอ หรือญาติของผู้ต้องขังเอง โดยต้องจัดให้มีช่องทางอำนวยความสะดวกในการร้องขอการนิรโทษกรรม ซึ่งคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่เข้าข่ายตามกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ คือ ผู้ต้องขังในคดีทางการเมือง นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2548 - 16 ก.ค.2568 แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในปัจจุบันนี้ กรมราชทัณฑ์จะต้องรอให้ทางคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้มีการประชุมหารือเพื่อกำหนดกรอบ หลักเกณฑ์ และแนวทางมาให้ก่อน ซึ่งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขนี้ จะเริ่มประชุมภายใน 30 วัน หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา จากนั้นหลักเกณฑ์เหล่านี้ กรมราชทัณฑ์จะได้นำไปปฏิบัติต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่จะต้องมีการประชุมวางกรอบแนวทางและหลักเกณฑ์ โดยจะต้องประชุมภายใน 30 วันนับตั้งแต่มีการประกาศพระราชบัญญัติฉบับนี้ลงในราชกิจจานุเบกษา ประกอบด้วย 1.นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ 2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ 3.ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ 4.เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นกรรมการ 5.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ 6.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ 7.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ 8.ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอ จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ และ 9.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ อนึ่งให้มีการประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขครั้งแรกภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ
มีรายงานเพิ่มเติมว่า กรอบเวลาที่จะต้องมีความคืบหน้าเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติจากที่ประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จะต้องเกิดขึ้นภายใน 180 วันแรก นับแต่มีการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งเบื้องต้นจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศในคดีที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ อาจมีไม่ถึง 10,000 ราย แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มของผู้ต้องขังคดีต่อเนื่อง (หมายถึง ผู้ต้องขังที่ต้องโทษหลายคดี) ที่มีจำนวนมากสุด และมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายนิรโทษกรรม