ถอดบทเรียนจากคดี “ไอ้ป๋อง 5 ศพ” กรมคุมประพฤติอุดช่องโหว่กระทำผิดซ้ำ “กลุ่มเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ” 4,333 รายทั่วประเทศ คลอด “คณะทำงานระดับพื้นที่” ร่วมมหาดไทยและตำรวจ เจาะลึกติดตามพฤติกรรมให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาล พร้อมวางเกณฑ์จำแนก 3 กลุ่ม ระดับสี “แดง-ส้ม-เหลือง” ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ พอสมควร และให้ความสำคัญตามการเฝ้าระวัง

วันที่ 12 ส.ค.69 ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวว่า ปัจจุบันกรมคุมประพฤติมีผู้ต้องขังพ้นโทษที่ถูกศาลมีคำสั่งเฝ้าระวัง จำนวนทั้งสิ้น 4,333 ราย ซึ่งไม่สามารถสันนิษฐานล่วงหน้าได้ว่าจะมีกี่รายในจำนวนดังกล่าว ไปก่อเหตุกระทำความผิดซ้ำหรือไม่

ยกตัวอย่างกรณีของนายฑนา หรือป๋อง ศาลจะมีคำสั่งให้เฝ้าระวังหลังพ้นโทษ เป็นระยะเวลา 2 เดือน คือ ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง และให้รายงานตัวทุก 3 เดือน แต่ในข้อเท็จจริงหลังจากนั้นก็พบว่าในเวลาไม่ถึงเดือน ผู้ถูกเฝ้าระวังกลับไปก่อเหตุฆาตกรรมถึง 5 ศพ ดังนั้น สาระสำคัญและช่องโหว่จึงอยู่ที่ห้วงเวลาก่อนการรายงานตัวครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นนั้น เราควรรู้ว่าในระหว่างนี้ ผู้ถูกเฝ้าระวังได้มีกิจวัตร หรือไปทำอะไร ประกอบอาชีพที่ไหนบ้าง

นอกจากนี้ ตนมองว่าการประเมินความเสี่ยงของราชทัณฑ์สำหรับผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ต้องขังเหลือโทษ 6 เดือน - 1 ปี เพื่อเตรียมพ้นโทษ ว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงน้อยต่อการกระทำความผิดซ้ำ อาจยังไม่สามารถใช้เป็นข้อสรุปและตอบโจทย์ได้ทันทีว่าเมื่อเขาพ้นโทษไปแล้ว จะมีความเสี่ยงน้อยตลอดไปหรือไม่ เพราะในขั้นตอนสุดท้ายสำหรับมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษของผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง จะเป็นการใช้ดุลพินิจของศาล 


ซึ่งศาลจะพิจารณาจากรายงานการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่คณะกรรมการระดับเรือนจำ ตามด้วยรายงานความเห็นของคณะกรรมการตามมาตรา 16 (คณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ) การที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ต้องขังถูกใช้มาตรการใดหลังพ้นโทษ ก็ย่อมเป็นสัดส่วนที่ต้องเหมาะสมกับพฤติกรรม และสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกเฝ้าระวังด้วย เพราะอย่างไรแล้วเขาก็ได้รับโทษตามอัตราโทษเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อเป็นผู้ต้องขังในคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงที่จะต้องพ้นโทษกลับไปใช้ชีวิตในสังคมปกติ กระบวนการยุติธรรมจึงมองเห็นในเรื่องของความปลอดภัยของสังคมและชุมชนที่ผู้ถูกเฝ้าระวังจะไปพำนักอาศัย จึงต้องยืนยันว่ามาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ ไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษ แต่มันจะเป็นผลดีกับตัวผู้ถูกเฝ้าระวังเองด้วย เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของคนในสังคม ว่าคุณจะไม่เสี่ยงกลับไปกระทำความผิดซ้ำ


ร.ต.อ.ปิยะ กล่าวว่า ระหว่างนี้เราจึงได้ทบทวนถึงคดีล่าสุดที่เกิดขึ้น และได้แนวทางเพื่อจัดทำระบบและกระบวนการมาช่วยเพิ่มเติม เพื่ออุดช่องโหว่ตรงนี้ ว่าเราจะทำอย่างไรให้ผู้ถูกเฝ้าระวังปฏิบัติตามคำสั่งศาล ไม่เสี่ยงไปกระทำความผิดซ้ำอีก โดยระหว่างนี้กรมคุมประพฤติจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ประสานงานข้อมูลร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้สอดรับการตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ แบ่งเป็น 1.คณะทำงานระดับจังหวัด ที่จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน 

และ 2.คณะทำงานระดับอำเภอ ที่จะมีนายอำเภอ เป็นประธาน โดยทั้งสองคณะจะมี ผอ.สำนักงานคุมประพฤติจังหวัด เป็นเลขานุการ โดยทั้ง 2 คณะ จะมีบทบาทร่วมกันวางมาตรการ เริ่มต้นจากการสำรวจและจัดทำเป็นรายงานในส่วนของผู้ถูกเฝ้าระวังรายนั้น ๆ ว่าปัจจุบันทำอะไรอยู่บ้าง และไม่มีความเสี่ยงไปกระทำความผิดซ้ำหรือไม่ หรือมีคนในชุมชนรายงานเหตุความเสี่ยงหรือไม่ จากนั้นคณะทำงานจะร่วมกันพิจารณาข้อมูล อาทิ ประวัติกระทำผิด สาเหตุการกระทำผิด พฤติการณ์รุนแรงในคดีเก่า ภาวะทางจิต นิสัย ประวัติชีวิตและครอบครัวตั้งแต่เด็กจนโต เพื่อออกแบบมาตรการเฝ้าระวังความเสี่ยงเป็นรายบุคคลแบบใกล้ชิด

ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าภายในเดือน ส.ค. 69 จะมีความคืบหน้าในการจำแนกผู้ถูกเฝ้าระวังทั้ง 4,333 ราย โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสีแดง (ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ) กลุ่มสีส้ม (ให้ความสำคัญพอสมควร) และกลุ่มสีเหลือง (ให้ความสำคัญตามการเฝ้าระวัง) ซึ่งจะคำนึงถึงระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่งประกอบการจำแนกกลุ่มสีด้วย ซึ่งเชื่อว่าคณะทำงานระดับพื้นที่ ที่ได้มีการแต่งตั้งล่าสุดนี้ จะช่วยกันอุดช่องโหว่ และเพื่อดูแลติดตามผู้ถูกเฝ้าระวังตามคำสั่งศาล ให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด อย่างใกล้ชิดต่อไป