ชาวบ้านนำหลักฐาน แจ้งเอาผิดเจ้าอาวาสวัดแม่คำ จ.เชียงราย อ้างถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกโอนเงินรวม 207 ครั้ง สูญ 8.7 ล้าน ด้านศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เผยพฤติการณ์ บุกช่วยเจ้าอาวาส
วันที่ 10 ส.ค. 2569 เกิดเหตุการณ์สร้างความกังขาให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ต.แม่คำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย หลังผู้นำชุมชน 3 หมู่บ้าน ประกอบด้วย นายเฉลิมพล นาใจ ผู้ใหญ่บ้าน ม.2 นายสุพจน์ ซาวคำเขต ผู้ใหญ่บ้าน ม.10 และนางสาวสุจิตรา ผู้ใหญ่บ้าน ม.12 นำหลักฐานเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.แม่จัน เพื่อดำเนินคดีกับ พระมหาหน่อแก้ว เป็งใจ อายุ 65 ปี เจ้าอาวาสวัดแม่คำ พร้อมเรียกร้องให้ย้ายออกจากวัดทันที
สืบเนื่องจากชาวบ้านเริ่มสงสัยความผิดปกติเรื่องการเงินของวัดตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมา กระทั่งความมาแตก เมื่อผู้รับเหมาก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่หยุดทำการก่อสร้างเนื่องจากไม่ได้รับเงินตามสัญญา ทั้งที่ใกล้ครบกำหนดสัญญาแล้ว โดยก่อนหน้านี้มีผู้มีจิตศรัทธามาร่วมทำบุญก่อสร้างรวมเป็นเงินกว่า 4 ล้านบาท และมีการทำสัญญาก่อสร้างวงเงิน 4,200,000 บาท แบ่งจ่าย 12 งวด ซึ่งเบิกจ่ายไปแล้ว 6 งวด งวดละ 350,000 บาท
ด้าน พระมหาหน่อแก้ว เจ้าอาวาส เปิดเผยว่า ตนเองตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีสายโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งเอกสารปลอม เช่น หมายศาล และคำสั่งศาล มาให้ดูหลายครั้ง พร้อมทั้งใช้วิธีวิดีโอคอลโดยแต่งกายคล้ายตำรวจเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นได้อ้างว่าบัญชีของตนถูกอายัด และต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการตรวจสอบ โดยครั้งแรกตนได้โอนเงินส่วนตัวจากบัญชีที่เก็บออมไว้จำนวน 500,000 บาท ไปให้กลุ่มคนร้าย หลังจากนั้นได้โอนเงินไปอีกหลายครั้งรวมทั้งสิ้น 207 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 8,745,187 บาท เรื่องมาแตกเนื่องจากคนร้ายได้ส่งเอกสารอ้างว่าจะขอค้นวัด โดยมีชื่อผู้ใหญ่บ้าน ตนจึงโทรศัพท์ไปสอบถามผู้ใหญ่บ้าน จึงทราบว่าถูกหลอก
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านและคณะกรรมการวัดกลับไม่เชื่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตหลายประเด็น การโอนเงินหากเป็นการโอนเงินผิดพลาดเพียง 2-3 ครั้ง ยังพอเข้าใจได้ แต่การโอนเงินไปถึง 207 ครั้ง โดยไม่เอะใจหรือตรวจสอบ ถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก เงินที่ได้จากการทำบุญของวัด จะต้องนำฝากผ่านธนาคารโดยตรง ไม่สามารถทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันมือถือได้ จึงไม่น่าจะสามารถโอนเงินผ่านมือถือตามที่เจ้าอาวาสอ้างได้
ขณะที่ นายนิวัฒ ซาวคำเขต อดีตผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็น 1 ใน 3 คณะกรรมการดูแลเงินวัด (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีตำบลแม่คำ) เปิดเผยว่า ล่าสุดเงินกฐินจำนวน 500,000 บาท เจ้าอาวาสไม่ได้นำเข้าบัญชีวัดตามขั้นตอน ประกอบกับที่ผ่านมาเมื่อชาวบ้าน และกรรมการขอให้ชี้แจงเรื่องการจ่ายเงินช่างก่อสร้าง เจ้าอาวาสก็บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด โดยนายนิวัฒ ให้ความเห็นส่วนตัวว่า กรณีนี้อาจไม่ใช่เรื่องของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่อาจเป็นการนำเงินวัดไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว เนื่องจากทราบข้อมูลว่า มีการนำเงินสดจากการทำบุญเก็บไว้โดยไม่เข้าธนาคาร และมีการเบิกเงินไปใช้จ่ายครั้งละสูงถึง 800,000 บาท
ล่าสุด ชาวบ้านทั้ง 3 หมู่บ้านที่เดินทางมาทำบุญที่วัดแม่คำเป็นประจำ ได้ร่วมประชุมหารือ และมีมติร่วมกันขอให้พระมหาหน่อแก้ว ย้ายออกจากวัดไปก่อนในระหว่างที่กระบวนการทางกฎหมาย และการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินไป
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า มีรายงานจาก ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ในการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่จัน เข้าช่วยเหลือเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย หลังได้รับเบาะแสว่าอาจกำลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ เนื่องจากพบพฤติการณ์เรี่ยไรเงินทำบุญสร้างวิหารจากชาวบ้านเพิ่มเติมในช่วงเข้าพรรษา ทั้งที่เงินส่วนกลางของวัดน่าจะเพียงพอ โดยในช่วงแรกเจ้าอาวาสยังอยู่ภายใต้การครอบงำและข่มขู่ของกลุ่มคนร้าย ไม่เชื่อว่าตนเองถูกหลอกลวง ทั้งยังปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความพยายามเกลี้ยกล่อมนานหลายวัน จนกระทั่งยอมเปิดใจและยินยอมเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.แม่จัน ในที่สุด
จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า เหยื่อเริ่มถูกคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่หลอกลวงมาตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยใช้อุบายข่มขู่ว่าชื่อของเจ้าอาวาสถูกนำไปเปิด "บัญชีม้า" เกี่ยวข้องกับคดีออนไลน์ พร้อมขู่ว่าหากนำเรื่องไปบอกผู้อื่นจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จากความเกรงกลัว เจ้าอาวาสจึงยอมโอนเงินไปเพื่อตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 กรกฎาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 207 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 8,319,090 บาท ซึ่งกระจายไปยังบัญชีปลายทางกว่า 50 บัญชี ทั้งที่เป็นเงินส่วนตัวและเงินของวัด
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งอายัดบัญชี และขยายผลสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมแก๊งคนร้าย ตลอดจนติดตามทรัพย์สินกลับคืนมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด