“จุลพันธ์” ห่วงใยทายาทผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี สั่งการ สปส. เร่งเยียวยาทายาท ดูแลสิทธิประโยชน์เต็มที่
เวลา 13.00 น.วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ที่ศาลานนทวัตรวิบูลย์ประชาสรรค์ วัดบางอ้อยช้าง ถนนบางกรวยไทรน้อย ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ทางครอบครัวนำร่างของ น.ส.ประภาพร ก้อนศิลา หรือครูแป๋ว อายุ 41 ปี ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ที่เสียชีวิตจากถูกยิง นำมาตั้งสวดพระอภิธรรมศพที่วัด นอกจากญาติ ยังมีกลุ่มเพื่อนครู และกลุ่มลูกศิษย์ มาร่วมรดน้ำกันเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า
ต่อมาเวลา 16.45 น. เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเชิญน้ำหลวงพระราชทานอาบศพมาที่วัด มีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้แทนพิธีเชิญน้ำหลวงพระราชทานอาบศพ และน.ส.ปณิสรา กาญจนจิตรา รอง ผวจ.นนทบุรี เป็นผู้แทนเชิญพวงมาลาพระราชทาน โดยมี สามีและลูกชาย ของครูแป๋ว ครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน รวมทั้งหัวหน้างานส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องมาร่วมงาน
นายธนพัฒน์ สมศรี อายุ 49 ปี สามีครูแป๋ว กล่าวด้วยน้ำตาว่า ตนอยู่กินกับครูแป๋ว มาตั้งแต่ปี 52 มีลูกชายด้วยกัน 1 คน ตอนนี้เรียนอยู่ชั้น ป.6 ทุกวันตอนเช้าครูแป๋วจะลุกมาทำอาหารให้ลูกกิน พาอาบน้ำ ก่อนจะพาไปส่งโรงเรียนแล้วเขาก็ไปทำงาน ครูแป๋วเขาเป็นคนจิตใจดี อยู่ด้วยกันมาก็ไม่เคยมีปัญหาเขาออกไปทำงานก็ไม่มีลางสังหรณ์อะไรเหมือนปกติทุกวัน ตอนที่ได้รับแจ้งรู้สึกช็อกไม่คิดว่าจะเกิดกับครอบครัวเราตอนนี้มืดมนไปหมดไม่รู้จะอยู่ยังไง เคยอยู่กัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก ไปไหนก็ไปด้วยกันตอนนี้ไม่มีแบบนั้นแล้ว
ส่วนทางด้านอดีตลูกศิษย์ของครูแป๋ว ที่มาร่วมงาน กล่าวว่า ตอนที่ครูสอนพวกตนครูเป็นกันเองมาก เป็นคนน่ารักมาก พยายามสอนให้เด็กเข้าใจ ครูแป๋วเป็นคนใจดี แม้แต่ตอนที่ตนเรียนพิเศษเขาก็พยายามสอนให้เข้าใจทุกอย่าง ไม่เคยมีปัญหากับเด็กนักเรียนเรื่องที่เกิดขึ้นพวกตนรู้สึกเสียใจ ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นรู้สึกแย่มาก
ด้านการช่วยเหลือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แสดงความห่วงใยต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 21 ราย พร้อมมอบหมายให้ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งให้ความช่วยเหลือเยียวยาด้านสิทธิประโยชน์แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยกำชับให้ผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บได้รับสิทธิจากกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนอย่างครบถ้วน รวดเร็ว และเป็นธรรม
ด้านนางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุได้มอบหมายให้ นายประโยก กุลเจริญ ประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ พบว่า จากผู้เสียชีวิตจำนวน 8 ราย มีสถานะเป็นผู้ประกันตนและเคยเป็นผู้ประกันตน รวม 6 ราย โดยแบ่งเป็นผู้บาดเจ็บเนื่องจากการทำงาน จำนวน 3 ราย และผู้เสียชีวิต จำนวน 2 ราย และผู้เสียชีวิตกองทุนประกันสังคม เป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 1 ราย และเคยเป็นผู้ประกันตน 3 ราย รายละเอียดดังนี้
เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน ได้สิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทน
กรณีเสียชีวิต 2 ราย ได้แก่ นางสายฝน ศิริกิจจาขจร และนางสาวประภาพร ก้อนศิลา
- ค่าทำศพ จำนวน 50,000 บาท
- ค่าทดแทนกรณีเสียชีวิตจ่ายในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างเป็นระยะเวลา 10 ปี
- เงินบำเหน็จชราภาพ
กรณีบาดเจ็บเนื่องจากการทำงาน จำนวน 3 ราย
- ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
- ค่าทดแทนกรณีหยุดพักรักษาตัวตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป ร้อยละ 70 ของค่าจ้างไม่เกิน 1 ปี
- ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพการทำงานของอวัยวะในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างไม่เกิน 10 ปี
เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตที่ไม่เนื่องจากการทำงาน ได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม
- ผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 1 ราย ทายาทมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันสังคม
- เคยเป็นผู้ประกันตน จำนวน 3 ราย ทายาทมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันสังคม
อย่างไรก็ตาม ทางประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ให้กำลังใจทายาทและครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมทั้งชี้แจงสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน พร้อมอำนวยความสะดวกในการรวบรวมเอกสารและยื่นคำขอรับสิทธิ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทายาทได้รับเงินช่วยเหลือและสิทธิประโยชน์โดยเร็วที่สุด ลดภาระและบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวผู้สูญเสีย
สำนักงานประกันสังคมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อมยืนยันว่าจะติดตามดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนและทายาทอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกคนได้รับความช่วยเหลือ เยียวยา และเข้าถึงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างครบถ้วน รวดเร็ว และเป็นธรรมต่อไป.