เหตุกราดยิงใน รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี พี่สาวรอง ผอ.ฝ่ายปกครอง ติดต่อสถาบันนิติเวช เตรียมรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศล เผยหลาน 3 คน ยังไม่รู้พ่อเสียชีวิต เจอกันที่เกิดเหตุ ยังชู 2 นิ้ว ให้กำลังใจ

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 7 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ มีญาติทยอยมาดูร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงใน รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี ซึ่งอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำศพมาส่งชันสูตร ท่ามกลางความโศกเศร้า

นางอายูรีย์ ขุนเปียก อายุ 48 ปี ครูสอนโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ที่จ.ปราจีนบุรี พี่สาว นายกิตติพงศ์ สมรัตน์ อายุ 46 ปี รอง ผอ.ฝ่ายปกครอง 1 หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ เดินทางมาพร้อมกับสามี จาก จ.ปราจีนบุรี และญาติอีกส่วนหนึ่ง กล่าวด้วยความเสียใจว่า ผู้ตายเป็นน้องคนที่ 4 จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 5 คน หญิง 4 ชาย 1 ผู้ตายมีครอบครัวแล้ว มีลูก 3 คน คนโตอายุ 9 ขวบ คนเล็ก อายุ 2-3 ขวบ เป็นคนรักครอบครัวมาก ย้ายมาสอนที่นี่ช่วงโควิด ที่ผ่านมาไม่เคยเล่าถึงเด็กในฝ่ายปกครอง ซึ่งปกติน้องจะพาครอบครัวไปเที่ยวหาตนที่ จ.ปราจีนบุรีบ่อยครั้ง 

ขณะเกิดเหตุ ตนกำลังปฏิบัติหน้าที่ครูอยู่ที่โรงเรียนในจ.ปราจีนบุรี และที่โรงเรียนเพิ่งเสร็จสิ้นการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุให้กับนักเรียน เมื่อมีคนมาบอกว่าเกิดเหตุขึ้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เป็นโรงเรียนที่น้องชายทำงานอยู่

ช่วงแรกยังพยายามโทรศัพท์สอบถามคนที่โรงเรียน และได้รับข้อมูลว่ายังไม่เห็นน้องชาย จึงรู้สึกเบาใจและโทรไปบอกครอบครัวว่าน้องอาจไม่ได้อยู่ในจุดเกิดเหตุ แต่ต่อมาเมื่อติดต่อกับน้องชายไม่ได้ และมีคนจากโรงเรียนโทรกลับมาบอกให้เดินทางมาที่โรงเรียน ทำให้เริ่มรู้ทันทีว่าน่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น

ทันทีที่ทราบข่าว ตนรีบคว้ากุญแจรถและเดินทางจากจ.ปราจีนบุรีมายัง จ.นนทบุรี โดยเมื่อมาถึงโรงเรียน เจ้าหน้าที่ได้กั้นพื้นที่เกิดเหตุเอาไว้ และได้พบกับน้องสะใภ้ซึ่งเดินทางมาถึงก่อนแล้ว

สิ่งที่สะเทือนใจครอบครัวมากที่สุด คือ นายกิตติพงศ์มีลูก 3 คน ลูกทุกคนปลอดภัยจากเหตุการณ์ แต่ในช่วงเวลานั้นเด็ก ๆ ยังไม่ทราบว่าพ่อของตัวเองเสียชีวิตแล้ว ก่อนเด็กซึ่งอยู่ในจุดเกิดเหตุจะชูมือ 2 นิ้ว บอกให้ตนเองสู้ ๆ  

นางอายูรีย์ กล่าวต่ออีกว่า ครอบครัวยังไม่ได้บอกความจริงกับเด็ก ๆ โดยเฉพาะช่วงแรกที่หลานถามว่าพ่ออยู่ที่ไหน ตนทำได้เพียงตอบว่า “พ่อไปทำงาน” ก่อนให้เด็ก ๆ ไปอยู่ในความดูแลของคนใกล้ชิด

ส่วนครอบครัวที่จ.ศรีสะเกษ เมื่อทราบข่าวต่างอยู่ในอาการโศกเศร้า แม่ถึงกับเป็นลม ขณะที่พ่อกำลังเดินทางมา โดยครอบครัวเฝ้ารอการยืนยันข่าว กระทั่งได้เห็นภาพจากที่เกิดเหตุ และจำได้ว่าร่างที่นอนอยู่บริเวณกองเลือดคือน้องชายของตัวเอง ทำให้แทบหมดความหวัง แม้ในขณะนั้นคนรอบข้างจะยังพยายามให้กำลังใจก็ตาม

สำหรับ นายกิตติพงศ์ น้องชาย เป็นคนมุ่งมั่นกับอาชีพครู ปัจจุบันอยู่ในระดับชำนาญการพิเศษ และเคยพูดถึงเป้าหมายในการสร้างผลงานและพัฒนารูปแบบการทำงานภายในโรงเรียน เพื่อก้าวไปสู่ตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญในอนาคต โดยได้วางแนวทางและเตรียมผลงานเอาไว้แล้ว แต่ยังไม่ทันได้ทำตามความตั้งใจ กลับต้องมาเสียชีวิตเสียก่อน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พี่สาวเชื่อว่าน้องชายออกไปช่วยเหลือนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียน เพราะลักษณะนิสัยของเขาเป็นคนที่กล้าตัดสินใจ และทำหน้าที่ฝ่ายปกครองมาโดยตลอด “ไม่เคยคิดว่าจะต้องเป็นน้องชายของเรา ถ้าเป็นรองคนอื่น เขาจะออกมาไหม แต่น้องชายพี่เขากล้ามาก เขาตายในหน้าที่”

พี่สาวกล่าวด้วยว่า ในฐานะที่ตัวเองเป็นครูเช่นเดียวกัน สิ่งที่พยายามสอนลูกศิษย์อยู่เสมอ ไม่ใช่เพียงเรื่องการเรียน แต่คือการเป็นคนดีและมีคุณธรรม เพราะเด็กไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งที่สุด ขอเพียงเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีของสังคมก็เพียงพอ แต่ไม่เคยคาดคิดว่าวันหนึ่ง ครอบครัวของตัวเองจะต้องเผชิญกับความสูญเสียจากเหตุรุนแรงภายในสถานศึกษาเช่นนี้

สำหรับนายกิตติพงศ์ มีรายงานว่า ขณะเกิดเหตุได้พยายามช่วยเหลือนักเรียนภายในโรงเรียน ก่อนถูกยิงเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นางอายูรีย์ เผยทั้งน้ำตาว่า ครอบครัวตั้งใจจะนำร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิดใน จ.ศรีสะเกษ ขณะนี้ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับขั้นตอนต่าง ๆ แล้ว และได้รับแจ้งว่าจะมีการอำนวยความสะดวกในการส่งร่างกลับภูมิลำเนา