“รองจ๋อ” นำกำลังบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวียดนาม โยงซุกไอซ์ในมะขามเปียก ยึดทองกว่า 40 บาท-ไอโฟนเพียบ สาวหอบเงิน 1.5 แสนติดสินบนตำรวจ สุดท้ายโดนรวบทันคาโรงพัก

เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 6 สิงหาคม 2569 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. (สส) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. /ผอ.ศอ.ปส.ตร. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. (หน.)ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น./รับผิดชอบงานยาเสพติด พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.อัษฎาวุธ ขวัญเมือง ผกก.สส.บก.น.7 พร้อมตำรวจชุดปฏิบัติการจากศูนย์ปราบปรามยาเสพติด สืบ 7 และ สน.โคกคราม สนธิกำลังบูรณาการสืบสวนขยายผลครั้งใหญ่ หลังแกะรอยเส้นทางการเงินจากคดียาเสพติด (ยาไอซ์ซุกกล่องพัสดุส่งไปญี่ปุ่น โยงบัญชีนายสมพงษ์ แก้วผาดี อายุ 50 ปี) และคดีหลอกลวงออนไลน์ รูปแบบสแกมเมอร์หลอกนักศึกษาจับตัวเองเรียกค่าไถ่จนพบการแปลงสภาพเงินสดเป็นทองคำแท่งและโทรศัพท์มือถือ

จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีพฤติกรรมแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ ปกปิดวิธีดำเนินการ และเข้าพักอาศัยร่วมกันที่ โรงแรมแห่งหนึ่งย่านนวมินทร์ แขวงรามอินทรา เขตบึงกุ่ม กทม. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ธีรเดช นำกำลังเข้าบุกจับกุมผู้ต้องหาชาวเวียดนามได้ 3 ราย 1.นางสาวTHACH THI KIEU HIEN อายุ 29 ปี ชาวเวียดนาม 2.นางสาวLAM THAI NGAN อายุ 40 ปี ชาวเวียดนาม และ 3.นายNGUYEN BA NHO อายุ 33 ปี ชาวเวียดนาม พร้อมแจ้งข้อหา ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ท้องที่ สน.โคกคราม

จากนั้นขยายผลผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ตั้งข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน (คอลเซ็นเตอร์) ท้องที่ สน.ลุมพินี และขยายผลนางสาวTHACH THI KIEU HIEN ผู้ต้องหาที่ 1 ข้อหา ร่วมกันเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ (ไอซ์ซ่อนในมะขามเปียกส่งญี่ปุ่น) ท้องที่ สน.บางยี่ขัน

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการแปรสภาพเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน ก่อนส่งต่อไปยังผู้ร่วมขบวนการในต่างประเทศ

จากการสอบสวน นางสาวTHACH THI KIEU HIEN ให้การรับว่า ทำหน้าที่รับจ้างเดินทางไปซื้อทองคำและรับโทรศัพท์มือถือ ตามคำสั่งของหญิงชาวเวียดนามชื่อ “HOA” ผ่านแอปพลิเคชัน Telegram โดยได้รับค่าจ้างวันละ 15 ดอลลาร์สหรัฐ


ผู้ต้องหารับอีกว่า เคยเดินทางเข้ามาปฏิบัติภารกิจในประเทศไทยแล้ว 2 ครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยในวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้รับคำสั่งให้ซื้อทองคำแท่งรวม 17 บาท ทุกครั้งที่เดินทางไปยังร้านทอง จะใช้หลักฐานการโอนเงินที่ผู้ว่าจ้างชำระไว้ล่วงหน้าเป็นหลักฐานรับมอบทองคำ ก่อนนำไปส่งต่อให้บุคคลที่นัดหมายไว้ในพื้นที่ กทม.

สำหรับคดีนี้ เริ่มจากผู้เสียหายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์แอบอ้างเป็นพนักงานบริษัทโทรศัพท์และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองระนอง อ้างว่าข้อมูลบัตรประชาชนถูกนำไปใช้เปิดบัญชีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน พร้อมส่งเอกสารคำสั่งศาลปลอม และข่มขู่ให้โอนเงินเพื่อ “พิสูจน์ความบริสุทธิ์”

ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินจำนวน 200,000 บาท เข้าบัญชีม้าของขบวนการ ก่อนเริ่มผิดสังเกตและเข้าแจ้งความที่ สน.ลุมพินี ทำให้ตำรวจสามารถสืบสวนขยายผลจนพบเครือข่ายดังกล่าว

ภายหลังควบคุมตัวผู้ต้องหามาสอบสวนที่ สน.โคกคราม มีผู้แจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่า มีความพยายามเสนอเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัวผู้ต้องหา ตำรวจจึงรายงานผู้บังคับบัญชาและวางแผนจับกุม

กระทั่ง น.ส.LE THI HAI อายุ 39 ปี ชาวเวียดนาม ขับรถยนต์ Toyota C-HR เข้ามายัง สน.โคกคราม ก่อนเดินเข้าไปภายในห้องไกล่เกลี่ย และมอบเงินสดจำนวน 150,000 บาท ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อขอให้ช่วยเหลือคดี

ทันทีที่มีการส่งมอบเงิน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม พร้อมแจ้งข้อหา ให้สินบนเจ้าพนักงาน และยึดธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 150 ฉบับ รวม 150,000 บาท เป็นของกลาง

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. และรองโฆษก ตร. เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นผลจากการขยายผลคดียาเสพติด จนพบเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีหน้าที่แปรสภาพเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงให้เป็นทองคำและโทรศัพท์มือถือ ก่อนลำเลียงส่งต่อไปยังผู้รับผลประโยชน์ในประเทศเวียดนาม

“ขบวนการนี้ไม่ได้ทำหน้าที่หลอกลวงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการแบ่งหน้าที่เปลี่ยนเงินสดให้เป็นทรัพย์สินที่ติดตามได้ยาก เพื่อตัดเส้นทางการเงินก่อนส่งออกนอกประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนและการทำงานอย่างเป็นระบบขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าว

รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังฝากเตือนประชาชนว่า หากมีบุคคลแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานต่าง ๆ โทรศัพท์มาข่มขู่ หรืออ้างให้โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยุติการติดต่อทันที พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสายด่วนที่เกี่ยวข้อง

ขณะนี้พนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 รายดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ขยายผลติดตามผู้สั่งการ ผู้ประสานงาน และผู้ร่วมขบวนการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด